เชิงเขาสุสานหลวง มีเรือนตำหนักหลังหนึ่งตั้งอยู่
หน้าประตู มีทหารยามเฝ้ารักษา
เมื่อหนิงเฉินและพวกเข้าใกล้ มือของทหารยามก็รู้สึกตัวเองประคองด้ามดาบขึ้นทันควัน
“ผู้ใดมา ที่นี่คือสถานสุสานหลวงอันเป็นที่สำคัญ โปรดลงจากม้าเด้อพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงเฉินพลิกตัวลงจากหลังม้า ก้าวย่างเข้ามาช้า ๆ “ข้าคือหนิงเฉิน รบกวนไปกราบทูลถวายความสารถ!”
ทหารยามก้าวเข้ามาแลเห็นอย่างถี่ถ้วน
“ท่านอ๋อง...มารยาทข้าน้อยขอคารวะท่านอ๋อง!”
“ท่านอ๋องโปรดทรงรอ ข้าน้อยจะรีบเข้าไปทูลถวายความสารถ!”
ทหารยามพูดจบก็วิ่งหายไปอย่างรีบร้อน
เวลาผ่านไปราวครึ่งแก้วชา ร่างหนึ่งคุ้นตาก็สายเดินออกมาอย่างรวดเร็ว
นั่นคือองค์โอรสองดรรชนี หรือก็คือองค์รัชทายาทที่ถูกปลดนั่นเอง
“หนิงเฉิน? หิมะโปรยใหญ่ขนาดนี้ เจ้ามาที่นี่ทำกระไร?”
หนิงเฉินยิ้มแล้วว่า “มาที่นี่หลบภัยสักวันสองวัน!”
“หลบภัย?” องค์โอรสองดรรชนีอึ้งงันชั่วครู่ แล้วจึงหัวเราะ “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าทำพระทัยพระราชบิดาโกรธ?”
บัดนี้ทั่วทั้งต้าเสวียน นอกจากฝ่าบาทแล้ว ไม่มีผู้ใดทำให้หนิงเฉินต้องหลบภัยได้อีกแล้ว
“เข้าไปค่อยว่ากัน!”
องค์โอรสองดรรชนีเอ่ยว่า “เชิญข้างในเร็วพ่ะย่ะค่ะ!”
คณะทั้งปวงมาถึงหอประชุมใหญ่ เตาถ่านลุกไหม้ ห้องร้อนอบอุ่นสบาย
หนิงเฉินมองดูรอบ ๆ แล้วยิ้มถาม “อยู่ที่นี่แล้วชินใจหรือไม่?”
“อยู่ในคุกมานานขนาดนั้น ที่ไหน ๆ ก็อยู่ชินได้ทั้งนั้น...เจ้าฟังข้านะ ที่นี่แสนจะดีเลย สงบเงียบ ไม่มีใครรบกวน วัน ๆ ข้าชงชาดื่ม อ่านหนังสือ เมื่อเบื่อก็ออกไปล่าสัตว์ สบายกว่าสมัยเป็นองค์รัชทายาทอยู่หลายเท่า”
