ฮ่องเต้เสวียนทอดพระเนตรเขาอย่างสงบ ตรัสเสียงทุ้มว่า “เจ้าจะชิงอำนาจแย่งบัลลังก์หรือ?”
“ชิงอำนาจแย่งบัลลังก์?” ซื่อจื่อเฉิงอ๋องแค่นหัวเราะเย็นชา ชี้หน้าฮ่องเต้เสวียน “เจ้าต่างหากที่เป็นผู้ชิงอำนาจแย่งบัลลังก์ตัวจริง ในใจเจ้าก็รู้ดีว่าตำแหน่งที่เจ้านั่งอยู่ทุกวันนี้ได้มาอย่างไร?”
“เจ้าไม่กล้าตอบคำถามของข้า เพราะรู้สึกผิดอยู่ในใจสินะ?”
ซื่อจื่อเฉิงอ๋องมองไปยังทุกคน กล่าวว่า “เมื่อปีนั้น เสด็จพ่อของข้าคือเฉิงอ๋อง เป็นรัชทายาท เป็นทายาทโดยชอบธรรม เก้าอี้ที่เจ้านั่งอยู่ตอนนี้ควรเป็นของเขา”
“บิดาข้าปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไร ในใจเจ้าก็รู้...แต่เจ้าปฏิบัติต่อเขาอย่างไร? เจ้าไม่เพียงแย่งบัลลังก์มังกรที่เดิมเป็นของเขาไป ยังสังหารเขาอีกด้วย”
“เจ้าสังหารบิดาข้า แล้วยังแสร้งทำเป็นใจดีเลี้ยงดูข้าไว้ข้างกาย เอ่ยปากก็เรียกลูกข้า ลูกข้า ข้าฟังแล้วอยากอาเจียน...เจ้าคือคนหน้าซื่อใจคดที่สุดในใต้หล้านี้”
“ข้าอดกลั้นมานานเพียงนี้ ก็เพื่อวันนี้ เพื่อชิงสิ่งที่เป็นของบิดาข้าคืนมาด้วยมือตนเอง”
ใบหน้าของเต๋อกุ้ยเฟยกับองค์รัชทายาทเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง
เต๋อกุ้ยเฟยทนไม่ไหวเอ่ยว่า “จางเทียนอี้ เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าอยากขึ้นนั่งบัลลังก์เองหรือ?”
ซื่อจื่อเฉิงอ๋องมองนาง สีหน้าเยาะหยัน อดไม่ได้ที่จะเย้ยว่า “ไม่เช่นนั้นเล่า? บัลลังก์นี้แต่เดิมก็เป็นของบิดาข้า ลูกสืบทอดกิจการของบิดา บัดนี้บัลลังก์อยู่แค่เอื้อม หรือข้าจะต้องประเคนให้ผู้อื่น?”
“เจ้า เจ้า...” เต๋อกุ้ยเฟยโกรธจนปลายนิ้วสั่นระริก ชี้หน้าเขาตะคอกว่า “แผนการของเราไม่ใช่เช่นนี้ เจ้ากล้าวางอุบายกับเปิ่นกงหรือ?”
ซื่อจื่อเฉิงอ๋องหัวร่อลั่น “สตรีโง่เขลา ใช้เจ้าแล้วจะทำไม? แต่ข้าก็ยังต้องขอบคุณสองแม่ลูกเจ้า ที่ช่วยขับไล่หนิงเฉินไปให้ข้า”
