มหาปุโรหิตใช้มือข้างหนึ่งบีบคางหนิงเฉิน บังคับให้เขาอ้าปากกว้างขึ้น ส่วนมืออีกข้างใช้นิ้วสองนิ้วแหย่เข้าไปในลำคอของเขา
หนิงเฉินกระตุกมือกระตุกเท้า รู้สึกราวกับตนเองกำลังจะตาย
ยามที่เขาใกล้จะทนไม่ไหว มหาปุโรหิตก็ปล่อยหนิงเฉิน แล้วดึงนิ้วสองนิ้วออกมา ระหว่างนิ้วคีบด้วงปีกแข็งตัวหนึ่งซึ่งเปล่งประกายสีเขียว
นี่ก็คือหมอกู่หยิน
ต้องยอมรับว่าเจ้าตัวเล็กนี่หน้าตาค่อนข้างงดงาม
เมื่อมือของมหาปุโรหิตละจากหนิงเฉิน เขาก็ไถลลงจากเก้าอี้ คุกเข่ากับพื้นแล้วอาเจียนอย่างบ้าคลั่ง
แต่ไม่มีใครสนใจเขา
เวลานี้ทุกคนต่างจ้องมองหมอกู่หยินในมือมหาปุโรหิตด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อย่างไรเสียพวกเขาก็เห็นหนิงเฉินกันทุกวัน แต่โอกาสได้เห็นหมอกู่หยินนั้นมีไม่มากนัก
มหาปุโรหิตล้วงถุงผ้าของตน หยิบขวดกระจกใสใบเล็กออกมา แล้วใส่หมอกู่หยินลงไป
ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ขวดแก้ว แต่เป็นขวดกระจกใส
แคว้นอู่นำกระจกใสมาใช้กันอย่างแพร่หลายขึ้นเรื่อย ๆ
จักรพรรดินีโบกมือเรียก “เอามาให้ข้าดูหน่อย”
มหาปุโรหิตรีบประคองขวดถวายด้วยสองมือ
จักรพรรดินีรับขวดกระจกใสมา มองด้วงตัวเล็กที่ทั้งตัวเปล่งประกายสีเขียวอยู่ข้างใน จากนั้นก็เขย่าขวดอย่างแรง ราวกับกำลังระบายโทสะ...ด้วงตัวเล็กข้างในถูกเขย่าจนชนไปมาในขวด
มหาปุโรหิตมีสีหน้าเสียดายอย่างยิ่ง กู่หยินหยางเป็นราชันแห่งกู่ทั้งปวง เป็นสิ่งที่พบได้แต่ไม่อาจแสวงหา แม้นางจะเป็นว่าที่ประมุขเผ่าแห่งตระกูลอวี้หลิว ก็ยังหากู่หยินหยางมาเป็นกู่ประจำตัวไม่ได้
บางทีในสายตาฝ่าบาท นี่อาจเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ ที่ทำร้ายบุรุษของพระนาง แต่ในใจของคนตระกูลอวี้หลิว กู่หยินหยางคือสมบัติล้ำค่า
