วันต่อมา ณ ไท่กู่หลี่
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อน มัดผมจุกสองข้าง สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ในมือถือแฟ้มเอกสาร เดินตรงเข้าไปในอาคารพาณิชย์ใจกลางไท่กู่หลี่ โดยไม่มีผู้ใหญ่มาด้วยแม้แต่คนเดียว
พนักงานประชาสัมพันธ์ขวางเธอไว้ “หนูน้อย มาหาใครหรือจ๊ะ?”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น เผยลักยิ้มสองข้างที่หวานจนใจละลาย ก่อนจะพูดภาษาจีนกลางอย่างคล่องแคล่วชัดถ้อยชัดคำ “หนูมาหาผู้รับผิดชอบฝ่ายพัฒนาธุรกิจค่ะ จะคุยเรื่องซื้อกิจการ”
พนักงานประชาสัมพันธ์ชะงักไป
เห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เด็กหญิงจึงเสริมว่า “หนูชื่อเสิ่นหวยอวี๋ เป็นตัวแทนกลุ่มบริษัทยูกิมาคุยค่ะ ถ้าสะดวก รบกวนแจ้งผู้รับผิดชอบของคุณด้วยนะคะว่าหนูรอได้แค่ 15 นาที”
น้ำเสียงของเธอสุภาพ แต่เปี่ยมด้วยความน่าเกรงขาม เมื่อตัดกับใบหน้ากลมป้อมนุ่มนิ่ม ก็ยิ่งชวนให้รู้สึกขัดแย้งอย่างประหลาด ราวกับเด็กหญิงในชุดเจ้าหญิงไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์อยู่ในมือ แต่กลับถือสัญญาซื้อกิจการมูลค่าหลายร้อยล้าน
พนักงานประชาสัมพันธ์โทรศัพท์ไปหาใครสักคนอย่างกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ
สิบนาทีต่อมา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจลงมารับเธอด้วยตัวเอง
ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อหรอก
แค่เขาว่างอยู่พอดี เลยอยากมาดูว่าผู้ปกครองคนไหนส่งลูกมาป่วนเล่น
แต่พอเขาเห็นเสิ่นหวยอวี๋ในโถงชั้นหนึ่ง เห็นเอกสารทางการในมือเธอที่ประทับตรากลุ่มบริษัทยูกิ และเห็นสีหน้าสุขุมมั่นใจเกินวัยห้าขวบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากหงุดหงิดเป็นงุนงง แล้วจากงุนงงกลายเป็นตกตะลึง
“หนู...เป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทยูกิจริง ๆ เหรอ?”
เสิ่นหวยอวี๋ยื่นแฟ้มเอกสารให้เขา “คุณลองดูเอกสารก่อนได้ค่ะ นี่คือการประเมินมูลค่าโครงการของคุณฉบับล่าสุดกับหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าซื้อกิจการของกลุ่มเรา ถ้าทางคุณสนใจ เราค่อยคุยรายละเอียดกันต่อได้ค่ะ”
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจพลิกดูเอกสารสองหน้า สีหน้าก็เปลี่ยนไป
