วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี เด็กน้อยทั้งสองจึงไม่ต้องไปโรงเรียน
หลังรู้เรื่อง สวีมี่ก็ให้เสิ่นชิงฉือพาเด็กทั้งสองมาด้วย พอทำงานเสร็จจะได้พบปะสังสรรค์กัน
เสิ่นชิงฉือไปรับรถก่อน จากนั้นก็ขับตรงไปยังบริษัทของสวีมี่
“ชิงฉือ มาแล้วเหรอ! นั่งรอก่อนนะ ฉันยังต้องแต่งหน้า แต่งเสร็จถึงจะถ่ายได้” สวีมี่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เอ่ยต้อนรับอย่างกระตือรือร้น พลางหยิบช็อกโกแลตนำเข้าจากอิตาลีสองเม็ดออกจากกระเป๋ายื่นให้เด็กน้อยทั้งสอง “หวยอวี๋ หวยจิ่น ลองชิมดูสิ หวานมากเลยนะ”
เสิ่นหวยอวี๋กล่าวขอบคุณเสียงหวาน ก่อนรับช็อกโกแลตมา
ส่วนเสิ่นหวยจิ่นแอบยื่นช็อกโกแลตของตัวเองให้น้องสาว เขาไม่ชอบกินของหวาน
เสิ่นชิงฉือพยักหน้า “มี่มี่แต่งหน้าไปก่อนนะ ฉันจะปรับอุปกรณ์สักหน่อย”
ไม่ได้ใช้มานาน ฝีมือจึงฝืดไปบ้าง
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องแต่งหน้าก็ถูกเคาะเบา ๆ สองครั้ง
จากนั้นประตูก็เปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา
เส้นผมของเธอเกล้ารวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง มีปอยผมสองสามเส้นระอยู่ข้างแก้ม ขับให้ใบหน้างดงามโดดเด่น ข้อมือมีเพียงกำไลหยกเส้นบาง สีเขียวใสวาว
ทั้งตัวดูสง่างามและเปี่ยมความรู้ ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด
เธอคือผู้แสดงนำหญิงของละครเรื่องนี้ ซูเนี่ยน
เธอกวาดตามองทั่วห้องแต่งหน้า สายตาหยุดอยู่บนตัวเสิ่นชิงฉือชั่วครู่ ก่อนยิ้มบาง ๆ ถือเป็นการทักทาย
ในรอยยิ้มนั้นแฝงความดูแคลนและความรู้สึกเหนือกว่าอยู่หลายส่วน
เสิ่นชิงฉือมองใบหน้าของเธอ แล้วพลันใจลอยไปชั่วขณะ
เธอใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะนึกออกว่าผู้หญิงคนนี้คือดาราสาวที่เคยมีข่าวลือกับฟู่ซือเหิง
แต่เรื่องผ่านมานานขนาดนี้แล้ว เรื่องเหล่านั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
เธอก้มหน้าปรับอุปกรณ์ต่อ
ซูเนี่ยนเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เหลือบมองช่างแต่งหน้าที่กำลังแต่งหน้าให้สวีมี่ ยิ้มบาง ๆ ก่อนนั่งลงข้าง ๆ หยิบหนังสือออกจากกระเป๋าแล้วเปิดอ่านอย่างสงบนิ่ง ท่วงท่าสบาย ๆ ไม่เร่งร้อน
