เอ้อโหลวมองคนที่เพิ่งรับสมัครมาใหม่ 200 คน แม้จะอ้างว่าเป็นชายฉกรรจ์ แต่แต่ละคนกลับเดินโซเซไปมา ต่อให้เดินบนทางราบยังต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน
สภาพเช่นนี้ อย่าว่าแต่ไปกำจัดฝูงตั๊กแตนเลย ส่งไปก็มีแต่จะกลายเป็นอาหารมื้อเสริมของพวกมัน
หลังตั๊กแตนกลายพันธุ์ปรากฏตัว ฝูงตั๊กแตนก็เริ่มกินเนื้อคนแล้ว สามารถแทะคนจนเหลือเพียงกระดูกขาวโพลน
“พักอยู่กับที่!”
“ก่อเตาทำอาหาร!”
เมื่ออยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เอ้อโหลวจึงให้คนเหล่านี้หยุดพัก กินให้อิ่มเสียก่อน
เขาตวงข้าวออกมาสองโต่ว แล้วจัดให้พวกเขาตั้งค่ายทำอาหารตรงนั้น
เดิมทีผู้ลี้ภัยเหล่านี้แต่ละคนแทบไม่มีเรี่ยวแรง ทว่าพอได้ยินว่าจะก่อไฟหุงหาอาหาร ต่างก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
ไม่ต้องรอให้เอ้อโหลวสั่งอย่างละเอียด พวกเขาก็เลิกใช้ไม้เท้าค้ำยัน แล้วพากันไปเก็บฟืน ขุดเตาดิน และก่อไฟเอง
หลายคนถึงกับอดใจไม่ไหว คว้าข้าวสารดิบขึ้นมายัดใส่ปาก
มือปราบใช้แส้หนังฟาดกลางฝูงชนอย่างหนัก พวกเขาจึงยอมสงบลง
เอ้อโหลวหาที่สูงแห่งหนึ่ง แล้วส่งเสียงหวีดก้องไปยังที่ไกล
ไม่นานนัก ห่านขาวตัวใหญ่สองตัวก็พุ่งออกมาจากป่าไกลลิบ บินตรงมาหาเขา
ช่วงนี้ห่านขาวตัวใหญ่กินดีอยู่ดี ร่างกายจึงโตขึ้นอีกมาก เมื่อกางปีกออกกว้างหนึ่งถึงสองจั้ง
เมื่อเขาพาห่านขาวตัวใหญ่ทั้งสองกลับมายังค่าย ทุกคนต่างมองมาด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ห่านตัวใหญ่เช่นนี้ หม้อเดียวต้มไม่พอแน่!”
“ห่านตัวนี้อย่างน้อยก็มีเนื้อสองร้อยชั่ง…”
ในสายตาของผู้ลี้ภัย ทุกสิ่งล้วนเป็นอาหาร
มีเพียงบู๊ซิ่วไฉไม่กี่คนกับพวกมือปราบเท่านั้นที่เผยแววหวาดเกรงเมื่อเห็นห่านตัวใหญ่
พวกเขาสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณถึงอันตรายจากอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวห่าน รู้สึกว่าตนคงสู้ห่านตัวเดียวไม่ไหว
ส่วนเจ้าของห่านทั้งสองตัวนั้นยิ่งดูลึกลับยากหยั่งถึง
“หัวหน้าจาง โจ๊กต้มเสร็จแล้ว ข้านำเนื้อแห้งมาด้วย ท่านจะกินสักหน่อยหรือไม่?”
ยามนั้น มือปราบถือชามโจ๊กไว้ในมือซ้าย มือขวาถือห่อเนื้อแห้ง เดินมาถามเอ้อโหลวอย่างกระตือรือร้น