สีหน้าของเฉินซงเปลี่ยนไปเช่นกัน เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง กำหมัดยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับถูกตบหน้าแต่ไม่กล้าเอาคืน
เฉินเยวี่ยเยวี่ยก้มหน้าไถโทรศัพท์ นิ้วเลื่อนไปมาอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ทั้งสามยืนนิ่งอยู่กับที่ ต่างคนต่างมองหน้ากัน
สุดท้ายหลี่เหลียนก็เป็นฝ่ายเปิดปากก่อน เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ฝืนยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ “พี่พูดอะไรน่ะ พวกเราแค่สงสัย แล้วก็ดีใจแทนพี่กับครอบครัวแทบไม่ทันแล้ว”
ปากบอกว่าดีใจ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
หลี่เยี่ยนได้ยินชัดทุกคำ จึงยืดอก เชิดคางสูง “ดีใจก็ดีแล้ว! ไป ๆ เข้าไปดูข้างในกัน จะได้เปิดหูเปิดตา!”
เธอผลักประตูโถงรับแขกเปิด แล้วเดินอาด ๆ เข้าไป ท่าทางราวกับฮองเฮาเสด็จตรวจตรา
“เห็นไหม? ทั้งลานบ้าน สวนดอกไม้ แล้วก็ภูเขาจำลองนี่...ลูกชายฉันซื้อให้!”
“เฟอร์นิเจอร์ไม้แดง! หนังแท้ด้วย! โซฟานี่นั่งสบายกว่าเก้าอี้โรงงานโทรม ๆ ของฉันเป็นร้อยเท่า!”
เธอทิ้งตัวลงนั่ง ไขว่ห้าง แล้วยังจงใจเด้งตัวขึ้นลงสองครั้ง ยิ้มจนแทบฉีกไปถึงใบหู
หลี่เหลียนเดินตามหลังมา สายตากวาดมองทุกมุมในห้องรับแขก ยิ่งมองคิ้วยิ่งขมวดแน่น
เฉินซงลูบโต๊ะน้ำชาไม้แดงตัวหนึ่ง แล้วก้มดูปลายนิ้ว ก่อนเงยหน้ามองโคมระย้าคริสตัลบนเพดาน มุมปากกระตุกเล็กน้อย
เฉินเยวี่ยเยวี่ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปห้องรับแขก กำลังจะโพสต์ลงโซเชียล ก็ถูกหลี่เหลียนคว้ามือกดไว้
“อย่าเพิ่งโพสต์ ตรวจให้แน่ใจก่อนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
“ไม่เข้าใจพวกผู้ใหญ่เลยจริง ๆ”
เฉินเยวี่ยเยวี่ยเบ้ปาก แล้วเก็บโทรศัพท์
หลี่เยี่ยนยังคงอวดไม่หยุด “พวกเธอไม่รู้หรอกว่าพื้นนี่เป็นไม้จริง เดินแล้วหน้าหนาวก็อุ่น หน้าร้อนก็เย็น ส่วนโคมไฟนี่ก็คริสตัล! แค่หลอดเดียวก็ต้องหลายร้อยแล้ว! แล้วยังมีผ้าม่านนี่อีก นำเข้าจากอิตาลี...”
