หลินเฉียนเฉี่ยขดตัวอยู่ข้างเสา ร่างสั่นเทา คราบน้ำตาบนใบหน้าแห้งแล้วเปียก เปียกแล้วแห้งอยู่หลายครั้ง ดวงตาบวมแดงราวกับผลท้อ
เมื่อเห็นหลินเชวี่ยเดินเข้ามา น้ำตาของเธอก็เอ่อขึ้นอีกครั้ง ลำคอส่งเสียงสะอื้นอู้อี้
หลินเชวี่ยย่อตัวลง ยื่นมือไปดึงผ้าที่อุดปากเธอออก
“พี่เฉี่ยนเฉี่ย ไม่เป็นไรแล้ว”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาและอ่อนโยน แตกต่างจากคนที่เพิ่งเหยียบกระดูกฟู่หยุนจนแหลกเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
ริมฝีปากของหลินเฉียนเฉี่ยสั่นระริก กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ “หลินเชวี่ย... ฉันกลัวมาก... กลัวว่าจะไม่ได้เจอนายอีกแล้ว...”
ผ้าดำปิดตา เชือกรัดเข้าเนื้อ เธอถูกลากขึ้นรถและมัดแน่นจนขยับไม่ได้
เธอไม่รู้ว่าจะถูกพาไปที่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เจอครอบครัวอีกหรือไม่
ตลอดทางเธอเอาแต่คิดว่า ถ้าตายไปจะทำอย่างไร?
ถ้าไม่ได้เจอหลินเชวี่ยอีกแล้วจะทำอย่างไร?
เธอกลัวเหลือเกิน กลัวจริง ๆ
ตอนนี้เมื่อได้พบหลินเชวี่ย ในที่สุดเธอก็รู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ยังพูดไม่ทันจบ น้ำตาก็ไหลลงมาอีก
หลินเชวี่ยยื่นมือไปกระชากเชือกที่ข้อมือเธอขาดออกในไม่กี่ครั้ง
เชือกรัดแน่นเกินไป รอบข้อมือจึงเป็นรอยช้ำสีม่วงแดง บางจุดถลอกจนมีเลือดซึม
ทันทีที่มือเป็นอิสระ หลินเฉียนเฉี่ยก็โผเข้ากอดหลินเชวี่ยแน่น สองแขนรัดเอวเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ซุกหน้ากับอกและร้องไห้จนตัวสั่น
“ไม่มีทางหรอก มีฉันอยู่ทั้งคน ใครก็ทำอะไรเธอไม่ได้”
หลินเชวี่ยโอบกอดเธอ มือข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังเบา ๆ คางเกยอยู่บนศีรษะ ราวกับอยากหลอมเธอให้เป็นส่วนหนึ่งของกระดูกตนเอง
หลินเฉียนเฉี่ยอายุมากกว่าเขาเล็กน้อย แต่ตั้งแต่เล็กจนโต เธอใช้ชีวิตท่ามกลางคำพูดกระแนะกระแหนและเยาะเย้ยถากถางจากคนอื่น ราวกับเด็กที่ไม่รู้จักโต
คราวนี้ยังถูกคนจับตัวไปโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจิตใจคงได้รับผลกระทบหนักเพียงใด
หลินเชวี่ยสาบานในใจว่า ชาตินี้เขาจะปกป้องพี่เฉี่ยนเฉี่ยให้ได้ จะไม่ยอมให้เธอเป็นอะไรไปอีกแม้แต่นิดเดียว!
