ดวงตาคมเย็นของจิ่งเหยี่ยนกวาดมองเจียงหนิง
เจียงหนิงอดหดตัวถอยหลังเล็กน้อยไม่ได้
จิ่งเหยี่ยนพิจารณาเธอ แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่กลับแฝงความดื้อรั้น ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นบริสุทธิ์ราวกับสระน้ำใส
“คุณคือ...” จิ่งเหยี่ยนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เจียงหนิงถึงได้เงยหน้าขึ้นมองจิ่งเหยี่ยนอย่างละเอียด
โหนกคิ้วสูง สันจมูกโด่ง ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เผยความเด็ดขาดที่ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง ใบหน้าคมชัดนั้นงดงามดุจสายลมเย็นและจันทร์กระจ่าง ดวงตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวฉายแววเย็นเยียบ ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศผลักไสผู้คนให้อยู่ห่างออกไปเป็นพันลี้
ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็เห็นเจิ้งเสี่ยวซวงโน้มตัวกระซิบข้างหูจิ่งเหยี่ยน คงจะพูดประโยคเดิมว่าแต่เช้าก็มีคนบ้ามาหาถึงที่แล้วสินะ
เป็นไปตามคาด จิ่งเหยี่ยนไม่พูดอะไรสักคำ เดินตรงเข้าไปยังห้องทำงานด้านใน
เขาถึงกับลืมคำถามที่เพิ่งถามไปเสียแล้ว ส่วนเจียงหนิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ยังไม่ได้ตอบ
“คุณหยุดก่อน...” เจียงหนิงเองก็ไม่รู้ว่าความกล้ามาจากไหน ถึงได้ตะโกนออกไปแบบนั้น
จิ่งเหยี่ยนหันกลับมา แววเย็นเยียบในดวงตาคล้ายจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“เรียกผมเหรอ?”
เจียงหนิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ราวกับกำลังฝืนกดความขลาดกลัวที่เอ่อขึ้นมาถึงริมฝีปากกลับลงไป
“ฉันชื่อเจียงหนิง เป็นช่างแต่งศพของฌาปนสถานเมืองเจียงชวน ฉันไม่ได้บ้า... ฉันจะมาแจ้งความ...”
จิ่งเหยี่ยนหันไปมองเจิ้งเสี่ยวซวง
“หัวหน้าจิ่ง เธอบอกว่าเฉียวหลินต๋าไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ถูกฆาตกรรมค่ะ...”
จิ่งเหยี่ยนหันกลับมา สายตาตกลงบนตัวเจียงหนิงอีกครั้ง
“คุณมีหลักฐานอะไรพิสูจน์ว่าเฉียวหลินต๋าไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ถูกฆาตกรรม?”
“คุณหนูเฉียวเป็นคนบอกฉันเองค่ะ”
“เธอบอกคุณเมื่อไหร่?”
“เช้านี้ค่ะ”
“เช้านี้?” ความสงสัยในแววตาจิ่งเหยี่ยนยิ่งเข้มข้นขึ้น เขาคิดในใจว่าเฉียวหลินต๋าฟื้นคืนชีพขึ้นมาในร่างคนอื่นหรือไง?
จิ่งเหยี่ยนถามอีกครั้ง “คุณหมายความว่าเฉียวหลินต๋ายังไม่ตาย?”
“ไม่ค่ะ เธอตายแล้ว” เจียงหนิงพูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่รุ่งสางจนถึงตอนนี้หลายครั้งแล้ว
สีหน้าจิ่งเหยี่ยนคลายความระแวดระวังลงเล็กน้อย แววตาก็อ่อนโยนขึ้นบ้าง
“เสี่ยวซวง หาใครสักคนพาเธอกลับไป” จิ่งเหยี่ยนหันหลังเดินไปยังห้องทำงานด้านใน
“ฉันไม่ได้โกหก... คุณหนูเฉียวไม่ได้ฆ่าตัวตาย ถ้าพวกคุณหาแมวของคุณหนูเฉียวเจอ บางทีอาจไขความจริงเรื่องที่เธอถูกฆาตกรรมได้”
จิ่งเหยี่ยนชะงักฝีเท้า
แมว? จริงด้วย หน่วยตรวจพิสูจน์หลักฐานพบขนแมวในที่เกิดเหตุจริง ๆ และญาติของเฉียวหลินต๋าก็แจ้งว่าเดิมทีเธอเลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง เพียงแต่ตอนเกิดเหตุแมวตัวนั้นไม่ได้อยู่ในห้อง บางทีมันอาจโชคดีรอดไปได้
เฉียวหลินต๋าเป็นคุณหนูแห่งเครือเฉียว เพื่อป้องกันไม่ให้หุ้นของเครือบริษัทผันผวน รายละเอียดการสืบสวนคดีนี้จึงไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วเจียงหนิงรู้ได้อย่างไรว่าเฉียวหลินต๋าเลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง?
จิ่งเหยี่ยนจ้องเจียงหนิงเขม็ง จนเธอเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น
“คุณยังรู้อะไรอีก?”
“คุณหนูเฉียวพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเธอไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่มีคนทำร้ายเธอ แล้วก็ให้หาแมวตัวนั้นค่ะ...”
จิ่งเหยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วแตะคาง “คุณแน่ใจนะว่าทั้งหมดนี้เฉียวหลินต๋าเป็นคนบอก?”
เจียงหนิงพยักหน้ารัว “แน่ใจยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ค่ะ”
“คุณได้ยินเสียงแปลก ๆ บ่อยหรือเปล่า?”
“ใช่ค่ะ แต่ไม่มีใครเชื่อฉัน แถมยังบอกว่าฉันเป็นคนบ้า...”
จิ่งเหยี่ยนเป็นผู้ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เขาไม่เชื่อคำพูดของเจียงหนิง แต่มีเรื่องหนึ่งที่เธอพูดถูก ที่เกิดเหตุซึ่งเฉียวหลินต๋าฆ่าตัวตายมีแมวอยู่จริง แล้วจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร?
“คุณทำงานที่ฌาปนสถานมานานแค่ไหน?”
“ยังไม่ถึงเดือนค่ะ”
“ตลอดเดือนนี้ คุณคงไม่ได้ดูแลศพแค่ศพเดียวใช่ไหม? คุณได้ยินเสียงเฉียวหลินต๋าคนเดียวเหรอ?”
เจียงหนิงพยักหน้า “ฉันได้ยินเสียงคุณหนูเฉียวคนเดียวค่ะ”
จิ่งเหยี่ยนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า หากเจียงหนิงมีพรสวรรค์พิเศษหรือมีพลังเหนือธรรมชาติ เธอดูแลศพมาตั้งมากมาย แล้วทำไมถึงได้ยินเสียงเฉพาะเฉียวหลินต๋าคนเดียว?
อีกอย่าง เขาไม่เคยเชื่อเลยสักนิดว่าบนโลกนี้มีพลังเหนือธรรมชาติ
ส่วนเรื่องที่เฉียวหลินต๋าเลี้ยงแมวไว้ อาจเป็นสิ่งที่เจียงหนิงเดาเอา หรืออาจเคยเห็นเฉียวหลินต๋าเลี้ยงแมวเมื่อไหร่สักครั้ง ไม่ก็ได้ยินคนอื่นพูดต่อ ๆ กันมา
ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญ
ถึงตำรวจจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดคดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่เฉียวหลินต๋าเลี้ยงแมวเป็นความลับ
จิ่งเหยี่ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง...
เจียงหนิงเห็นความหวังสุดท้ายกำลังจะมอดดับลงท่ามกลางความลังเลนั้น เธอจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือจิ่งเหยี่ยนแล้วลากออกไปทันที
“นี่...”
“คุณ...”
เจียงหนิงดูผอมบางอ่อนแอ ทว่าไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมาจากไหน จิ่งเหยี่ยนถึงกับถูกลากตามเธอออกไป
เมื่อเดินไปถึงบันได จิ่งเหยี่ยนก็เผชิญหน้ากับฉีจวินและลู่อวี่เจ๋อที่เพิ่งมาทำงาน
“หัวหน้าจิ่ง นี่คุณ...” คนพูดคือฉีจวิน
พอเห็นหญิงสาวคนหนึ่งลากหัวหน้าจิ่งของพวกเขาผ่านหน้าไป ทั้งสองก็ยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความตกตะลึง
“เกิดอะไรขึ้น? เมื่อกี้ใช่หัวหน้าจิ่งหรือเปล่า? เอ๊ะ? แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?” ลู่อวี่เจ๋อมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ ราวกับเพิ่งจับพาดหัวข่าวหน้าแรกของสื่อบันเทิงเจียงชวนได้
ฉีจวินจับราวบันได ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ทั้งสองมองหน้ากันไปมา งุนงงไม่รู้เรื่อง...
จิ่งเหยี่ยนถูกเจียงหนิงลากจากชั้นสามลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง ในโถงใหญ่ชั้นล่างมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย สายตาประหลาดใจจากทุกสารทิศจับจ้องมา จิ่งเหยี่ยนถึงเพิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน
“คุณ... ปล่อยผม!”
เจียงหนิงกลับกำแน่นกว่าเดิม
เธอรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างไปรวมอยู่ที่ฝ่ามือ หลังมือขาวผอมเส้นเลือดปูดขึ้นมา...
มือเจียงหนิงชาไปหมดจนไม่ยอมทำตามที่สั่ง แต่กลับยังเกาะข้อมือจิ่งเหยี่ยนไว้แน่น
“ได้ยินไหม... อย่าบังคับให้ผมใช้กำลัง” จิ่งเหยี่ยนเอ่ยเสียงเย็นเฉียบอย่างดุดัน
เจียงหนิงเกือบถูกแววตาเย็นเยียบของจิ่งเหยี่ยนแช่แข็ง ในใจอดคิดไม่ได้ว่า หล่อขนาดนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ดุชะมัด...
“ถ้าคุณยอมไปฌาปนสถานกับฉัน ฉันก็จะปล่อยค่ะ” เจียงหนิงฝืนยืนหยัดด้วยความดื้อรั้นเฮือกสุดท้าย
จิ่งเหยี่ยนหัวเราะหยัน ชี้ปลายนิ้วเข้าหาตัวเอง “นี่ผมโดนคุณลักพาตัวอยู่หรือไง? คิดว่าตัวเองมีความสามารถขนาดนั้นเหรอ? อีกอย่าง ทำไมผมต้องฟังคุณด้วย?”
“เพราะคุณหนูเฉียวไม่ได้ฆ่าตัวตาย...”
จิ่งเหยี่ยนโบกมือ “พอเลย! ผมถามคุณนะ คุณทำงานที่ฌาปนสถานมาเกือบเดือน ช่วงเดือนนี้คงไม่ได้ดูแลแค่เฉียวหลินต๋าคนเดียวใช่ไหม?”
“แน่นอนค่ะ”
“งั้นอธิบายมาสิ ทำไมคุณถึงได้ยินแต่เสียงเฉียวหลินต๋า แต่ไม่ได้ยินเสียงคนอื่น?”
“ฉัน...”
“ตอบไม่ได้ใช่ไหม? งั้นผมจะบอกให้ คุณเครียดจนเกิดอาการหูแว่ว กลับไปนอนพักให้เต็มที่ แล้วค่อยคิดดูว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”
เจียงหนิงร้อนใจ “ขอร้องละค่ะ เชื่อฉันเถอะ ฉันได้ยินเสียงคุณหนูเฉียวจริง ๆ... ขอร้อง ไปฌาปนสถานกับฉันสักครั้งเถอะ คุณหนูเฉียวไม่ได้ฆ่าตัวตายจริง ๆ...”
จิ่งเหยี่ยนชี้หน้าเจียงหนิง “งมงายไม่ลืมหูลืมตา! ถ้ายังอาละวาดไม่เลิก ระวังผมแจ้งข้อหาขัดขวางการทำงานของตำรวจ แล้วจับคุณขังสักสองสามวัน”
