มู่ถิงอีไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นเพียงเพดานสีขาวโพลน
เธอยกมือกุมศีรษะแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง ถึงได้พบว่าเครื่องพรางตัวถูกถอดออกหมดแล้ว แถมหน้าอกยังรู้สึกหนักอึ้ง...
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกราวกับถูกสาดน้ำเย็นใส่ ร่างเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ?” คุณหมอโรงเรียนแหวกม่านเดินเข้ามา
มู่ถิงอีเงยหน้าขึ้นทันทีแล้วรีบถาม “คุณหมอคะ ใครเป็นคนพาหนูมาที่นี่เหรอคะ?”
“อ๋อ หัวหน้าห้องของพวกเธอน่ะ ลู่...อะไรสักอย่างนะ”
“ลู่อี้หราน...” มู่ถิงอีพึมพำชื่อนั้นด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“ใช่ ๆ คนนั้นแหละ”
มู่ถิงอีถามต่ออย่างมีความหวังริบหรี่ “แล้วเขาเห็นอะไรบ้างหรือเปล่าคะ...”
“ไม่ต้องห่วง เสื้อรัดหน้าอกฉันเป็นคนถอดให้ เขาไม่เห็นหรอก ตอนเห็นฉันถอดวิกให้เธอยังยืนอึ้งไปตั้งนานแน่ะ”
คุณหมอคิดว่าเธอกังวลเรื่องนี้ จึงพูดพลางหัวเราะ
“เป็นผู้หญิงสวย ๆ จะแต่งเป็นผู้ชายไปทำไม ถ้าจะปลอมตัวจริง ๆ ก็โกนผมไปเลยสิ อากาศร้อนขนาดนี้ใส่วิกคงร้อนแย่”
จบกัน...
คำพูดหลังจากนั้นของคุณหมอกลายเป็นเสียงอื้ออึงที่ดังผ่านหู มู่ถิงอีหมดเรี่ยวแรง ร่างทรุดลงนั่งแปะเหมือนกองโคลน
ลู่อี้หรานเป็นหัวหน้าห้องของพวกเธอ เวลาผ่านไปตั้งนานแล้ว เขาคงบอกอาจารย์ที่ปรึกษาไปเรียบร้อย
“ในเมื่อมีประจำเดือนแล้วก็บอกครูฝึกด้วยนะ ถ้าฝืนฝึกหนักขนาดนี้เข้า อาจถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอดได้”
คุณหมอยังคงพูดพร่ำด้วยน้ำเสียงจริงจังและหวังดี
จากนั้นเมื่อเห็นเธอทำหน้าเหมือนคนสิ้นหวังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คุณหมอก็พันเสื้อรัดหน้าอกกลับให้ทีละรอบ แล้วสวมวิกให้
“เมื่อกี้ขอบคุณมากนะคะ” มู่ถิงอีเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะเดินจากไปอย่างใจลอย
ทิ้งให้คุณหมอยืนงุนงงอยู่ที่เดิม
กว่ามู่ถิงอีจะตั้งสติได้หลังออกจากห้องน้ำ ก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว การฝึกทหารในสนามส่วนใหญ่เลิกกันหมด
ผู้คนเนืองแน่นราวกับคลื่นมหาชน ต่างมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
พอใจเย็นลง มู่ถิงอีก็ยิ่งรู้สึกสับสน
จนถึงตอนนี้ โทรศัพท์ของเธอก็ยังไม่มีข้อความอะไรเลย ไม่มีใครมาหาเธอด้วย เงียบจนน่าเหลือเชื่อ
ตามเหตุผลแล้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ฝ่ายกิจการการศึกษาน่าจะรีบมาหาเธอเป็นที่แรก
หรือว่ามหาวิทยาลัยกั่งหวยใจกว้างกับเรื่องสวมรอยเข้าเรียนแทนคนอื่นขนาดนี้?
ถึงอย่างไรก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับแนวหน้าของประเทศ...
“มู่เจา”
มู่ถิงอีได้ยินเสียงคนเรียกจากด้านหลัง จึงหยุดชะงักแล้วหันกลับไป สิ่งที่เห็นคือใบหน้าเคร่งขรึมของลู่อี้หราน
ใบหน้าหล่อสะอาดตานั้น เมื่อรวมกับส่วนสูงแล้ว ทำให้เขาเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ ไม่น้อย
เขาไม่เพียงเป็นหัวหน้าห้องของนักศึกษาใหม่ปีหนึ่งสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ยังดำรงตำแหน่งสำคัญในสภานักศึกษาด้วย
คนแบบนี้ย่อมไม่มีทางช่วยเธอปิดบัง
สิ่งที่ควรมาถึง สุดท้ายก็ต้องมาถึงอยู่ดี...
มู่ถิงอียืนเกร็งเหมือนเด็กทำผิด รอให้เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้
“ไปกันเถอะ ไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน แล้วค่อยคุยกัน”
มู่ถิงอีเห็นท่าทีอ่อนโยนของเขาแล้วอดแปลกใจไม่ได้ แต่ก็ยังเดินตามเขาไปโรงอาหารเงียบ ๆ
เธอสั่งข้าวราดหน้าอะไรง่าย ๆ แล้วนั่งลงตรงข้ามเขา
ลู่อี้หรานมองมู่ถิงอีที่เอาแต่ก้มหน้าเงียบงัน แล้วพูดว่า “เธอน่าจะรู้ใช่ไหมว่าการกระทำของตัวเองร้ายแรงแค่ไหน?”
มู่ถิงอีสูดจมูก น้ำตาหยดลงบนกางเกงลายพรางราวกับไข่มุก
พอเห็นเธอร้องไห้ ลู่อี้หรานก็ลนลานขึ้นมา รีบพูดปลอบว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันยังไม่ได้บอกใคร รวมถึงคุณหมอด้วย”
มู่ถิงอีชะงัก ก่อนจะเงยหน้ามองเขาในที่สุด ดวงตากลมใสเป็นประกายน่าสงสารจนลู่อี้หรานเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
เขากะพริบตาแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “บอกเหตุผลที่ทำแบบนี้ให้ฉันฟัง ถ้ามันฟังขึ้น ฉันคิดว่าฉันจะช่วยเธอ”
เมื่อเห็นว่ายังพอมีโอกาสแก้ไข มู่ถิงอีก็รีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังตามตรง
พอเล่าจบ เธอก็แอบสังเกตสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง
“พี่ชายฉันพยายามมากจริง ๆ ฉัน...ตัวฉันเรียนเอกคณิตศาสตร์ ถึงจะเทียบกับมหาวิทยาลัยกั่งหวยแล้วเป็นแค่มหาวิทยาลัยระดับสอง...แต่ฉันทำได้!”
“พยายาม...”
คำพูดที่เหลือของมู่ถิงอีแผ่วลงเรื่อย ๆ เพราะเหตุผลนี้ไม่ได้โน้มน้าวใจใครได้เท่าไรจริง ๆ
ลู่อี้หรานขมวดคิ้วแน่น คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ผ่านไปนานเขาถึงเอ่ยปาก “พี่ชายเธอบาดเจ็บหนักไหม?”
แววตาของมู่ถิงอีหม่นลงเล็กน้อย “เมื่อคืนแม่บอกฉันว่า ตอนนี้อาการของเขายังทรงตัวอยู่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นครึ่งปีแรกของปีหน้าเขาก็น่าจะกลับมาเรียนได้...” ลู่อี้หรานก้มหน้าพึมพำ
“เอาอย่างนี้ เทอมนี้เธอเรียนแทนพี่ชายไปก่อน พอเทอมหน้าเขากลับมา ก็อ้างว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้หน้าตาเปลี่ยนไป”
ลู่อี้หรานพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง
“ส่วนสูงของพวกเธอ...น่าจะพอ ๆ กันใช่ไหม?”
มู่ถิงอีตอบว่า “ตอนนี้ที่คุณเห็นฉันใส่รองเท้าเสริมส้นอยู่ สูงประมาณ 170 เซนติเมตรค่ะ พี่ชายฉันสูง 173 เซนติเมตร...”
ลู่อี้หรานเม้มริมฝีปาก “ไม่เป็นไร ต่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตรแทบดูไม่ออกหรอก มากสุดก็อ้างว่าสูงขึ้นก็ได้”
แม้แต่ตัวลู่อี้หรานเองยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เหลวไหลนัก นักเรียนดีเด่นผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบอย่างเขา กลับกำลังช่วยคนอื่นวางแผนปกปิดเรื่องนี้
“ต่อจากนี้เธอต้องตั้งใจเรียนให้ดี มาตรฐานของมหาวิทยาลัยกั่งหวยไม่ใช่เรื่องที่จะหลอกกันได้ง่าย ๆ”
สีหน้าของลู่อี้หรานเคร่งขรึม น้ำเสียงรอบคอบ
มู่ถิงอีรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก มือทั้งสองข้างขยับถูเข่าโดยไม่รู้ตัว พลางพยักหน้าหงึก ๆ อยู่หลายครั้ง
“ถ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็มาถามฉันได้ ฉันช่วยติวให้เธอได้ ช่วงนี้เธอต้องระวังอย่าให้ใครจับได้เด็ดขาด”
พูดถึงตรงนี้ ลู่อี้หรานก็ยิ้มออกมา
“ตอนนี้ฉันกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับเธอแล้ว ถ้าเธอถูกจับได้ ฉันก็แย่เหมือนกัน...”
มู่ถิงอีซาบซึ้งใจจนพยักหน้าหนักแน่น “ฉันจะทำให้ได้ค่ะ!”
“อืม” ลู่อี้หรานยิ้ม ก่อนใบหูจะร้อนผ่าว เขาถามอย่างประหม่าเล็กน้อยว่า “เอ่อ...เธอชื่ออะไรนะ?”
มู่ถิงอีชะงัก “หา?”
ลู่อี้หรานพูดว่า “งั้นเราเพิ่มเพื่อนในวีแชตกันเถอะ เธอส่งชื่อมาให้ฉัน”
“ฉันเพิ่มคุณไว้แล้วค่ะ”
ตอนเข้าเรียน มู่ถิงอีใช้วีแชตของพี่ชาย และตอบรับคำขอเป็นเพื่อนของลู่อี้หรานไปแล้ว
“อืม...ฉันหมายถึง...” ลู่อี้หรานเกาหัว “วีแชตของเธอเองน่ะ...”
เขากลัวว่าเธอจะเข้าใจผิด จึงรีบพูดต่อ “ฉันแค่คิดว่าถ้าคนอื่นเห็นความลับของเรา คุยกันแยกช่องทางน่าจะดีกว่า”
“อ๋อ! จริงด้วยค่ะ” มู่ถิงอียิ้มอย่างเข้าใจ แล้วใช้วีแชตของมู่เจาส่งนามบัตรของตัวเองให้เขา
หลังจากลู่อี้หรานเพิ่มเธอเป็นเพื่อนแล้ว เขาก็มองชื่อที่เธอส่งมา พลางอ่านช้า ๆ ทีละคำ “มู่...ถิง...อี ฮะ ๆ...เพราะจังเลย”
มู่ถิงอีเขินจนก้มหน้า ไหล่ห่อขึ้นเล็กน้อย
ลู่อี้หรานคนเส้นหมี่ที่เริ่มจับตัวเป็นก้อน “จริงสิ เพื่อนร่วมห้องของเธอมีใครบ้าง? ฉันช่วยคิดหาวิธีปิดบังพวกเขาให้”
มู่ถิงอีนึกถึงไอ้บ้านั่นขึ้นมา จึงกำลังจะขอความช่วยเหลือจากเขา
แต่จู่ ๆ รอบข้างก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาว ๆ ดังขึ้นเป็นระลอก ก่อนเสียงที่ราวกับดังมาจากนรกจะก้องขึ้นเหนือศีรษะเธอ
“หัวหน้าห้องลู่ กำลังคุยอะไรกับเพื่อนร่วมห้องของผมอยู่เหรอครับ?”
