จินเตาชั่วสะท้านไปทั้งร่าง ความเย็นเยียบแล่นจากฝ่าเท้าพุ่งขึ้นถึงกระหม่อม
เขาถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พลังบำเพ็ญขั้นบรรพชนยุทธ์สองชั้นในกายปะทุขึ้นทันใด แสงดาบสีทองวูบไหวอยู่กลางฝ่ามือ ส่องใบหน้าอันบิดเบี้ยวของเขา
“หยางเฉิง”
เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า น้ำเสียงแปร่งเพราะความหวาดกลัวและโทสะ “เจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้วหรือ?”
หยางเฉิงยืนอยู่ในเงามืดของถนนสายยาวอันเงียบสงัด อาภรณ์สีเขียวพลิ้วไหว สีหน้าสงบนิ่งจนน่าหวาดหวั่น
เขาไม่ตอบคำถามที่ไม่จำเป็น เพียงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ลอบนำมารต่างถิ่นเข้าเมือง เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ จินเตาชั่ว เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นความผิดมหันต์ที่ให้อภัยไม่ได้”
“ผู้ชนะคือเจ้า ผู้แพ้คือโจร จะพูดมากไปไย”
แววคลุ้มคลั่งวาบผ่านดวงตาจินเตาชั่ว เขารู้ว่าคืนนี้ไม่มีทางจบลงด้วยดี มีแต่ต้องสู้สุดชีวิตเท่านั้น “อยากได้ชีวิตข้า ก็ต้องดูก่อนว่าเจ้ามีฝีมือหรือไม่”
สิ้นเสียง ร่างของเขาพลันทะยานขึ้น ในมือปรากฏดาบใหญ่ใบกว้างสันสีทองเล่มหนึ่ง
ตัวดาบสั่นสะเทือน ส่งเสียงกังวานประหนึ่งมังกรคำราม พลังดาบสีทองเจิดจรัสไร้เทียมทานและดุดันสุดขีด พลันฟาดผ่าตรงเข้าหาใบหน้าหยางเฉิง ราวสายฟ้าสีทองที่ฉีกกระชากม่านราตรี
ดาบนี้รวบรวมพลังทั้งหมดชั่วชีวิตของเขาไว้
แม้พลังดาบยังมาไม่ถึง เจตจำนงแห่งดาบอันคมกริบก็ผ่าพื้นเป็นร่องลึก อิฐหินบนกำแพงทั้งสองฟากร่วงกราวลงมา
หยางเฉิงมองดาบอันสะเทือนฟ้าสะเทือนดินนั้น เพียงเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนยกมือขวาชิดนิ้วเป็นกระบี่ แล้วแตะออกไปเบา ๆ
ปราณกระบี่อสูรระเบิดออกมา ทันทีที่สัมผัสพลังดาบอันบ้าคลั่ง เวลาราวกับหยุดนิ่ง
จากนั้นพลังดาบอันเกรี้ยวกราดก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว
“พรวด!”
เมื่อพลังปราณเชื่อมโยงถึงกัน จินเตาชั่วก็ถูกแรงสะท้อนกลับ เขากระอักโลหิตออกมาคำโต ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
