หยางเฉิงคุ้นชินกับความ “ใจกว้าง” ของระบบมานานแล้ว จึงไม่รู้สึกหวั่นไหวแม้แต่น้อย
เขาก้าวไปหยุดตรงหน้าเซวี่ยจี๋ที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น
เซวี่ยจี๋ฝืนเงยหน้าขึ้น มองชายหนุ่มในอาภรณ์ดำผู้มีสีหน้าสงบนิ่งตรงหน้า ก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า “วิถีกระบี่อสูรของเจ้า...”
“วิถีของข้าคือวิถีกระบี่ กระบี่เป็นเจ้าแห่งศัสตรา เป็นที่มาของการสังหาร”
หยางเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ “การสังหารของอสูรเป็นเพียงแขนงหนึ่งของวิถีสังหาร ข้าครอบครองอำนาจแห่งวิถีกระบี่ จึงสามารถสำแดงศาสตร์สังหารแห่งสวรรค์นับหมื่นได้ แล้วจะมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง?
ที่เจ้าพ่ายแพ้ มิใช่เพราะพลัง แต่เป็นเพราะ ‘วิถี’ ของเจ้าด้อยกว่า ทั้งในด้านระดับและขอบเขต”
ร่างของเซวี่ยจี๋สั่นสะท้าน ความสับสนในดวงตาค่อย ๆ จางหาย แทนที่ด้วยความกระจ่างแจ้ง ทว่าภายในใจกลับขมขื่นอย่างสุดจะพรรณนา
จริงด้วย อีกฝ่ายครอบครองอำนาจแห่ง “วิถีกระบี่” ในระดับที่สูงกว่า
จึงสำแดงศัสตรานับหมื่นได้ ครอบคลุมศาสตร์สังหารทั้งปวง
วิถีนองเลือดแห่งการศึกของอสูรที่เขาฝึกฝนอย่างยากลำบาก ในสายตาของอีกฝ่าย บางทีอาจเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ศึกษาอ้างอิงเท่านั้น
“ข้าน้อยได้รับคำชี้แนะแล้ว”
เซวี่ยจี๋ก้มศีรษะ เสียงแหบพร่า ไม่เหลือจิตใจต่อสู้แม้แต่น้อย มีเพียงความยอมรับจากใจจริง
หยางเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่เอ่ยอะไรอีก ก่อนหมุนกายกลับไปยังโต๊ะหยกของตน
เขาได้รับรางวัลแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่ได้เผยเจตนาสังหาร จึงไม่จำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นซาก
อวี้เหิงจื่อรวบรวมสติ บังคับคลื่นความปั่นป่วนในใจให้สงบลง ก่อนกล่าวเสียงกังวาน “การประลองจบลงแล้ว ผลแพ้ชนะก็ปรากฏชัด
สหายเต๋าเซวี่ยจี๋กล้าหาญสมคำชม ส่วนเจ้าครองนครหยางมีวิถีเต๋าลึกล้ำยากหยั่งถึง ทำให้พวกเราเปิดหูเปิดตาอย่างยิ่ง การศึกครั้งนี้ย่อมเพิ่มสีสันให้มหาพิธีเต๋าครั้งนี้ไม่น้อย”
เขากวาดตามองทั่วบริเวณ น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้น “หลังผ่านการประลองครั้งนี้ เชื่อว่าสหายเต๋าทั้งหลายคงเข้าใจนครวัฏสงสารและเจ้าครองนครหยางลึกซึ้งยิ่งขึ้น
