เหนือกระบี่จักรพรรดิมนุษย์ แสงแห่งไฟมนุษย์ค่อย ๆ หุบซ่อนลง
แปรเปลี่ยนเป็นห้วงอารมณ์หนักอึ้ง โศกสะเทือนใจ ทว่ากลับเปี่ยมด้วยความหวังและความไม่ยอมจำนน
บนตัวกระบี่ เริ่มปรากฏภาพขนาดย่อทีละภาพ
มิใช่ความรุ่งเรืองเฟื่องฟู มิใช่ภาพรื่นเริงเริงระบำ
หากเป็นยามฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย มารดาใช้ร่างปกป้องบุตร
เป็นยามอุทกภัยเชี่ยวกราก ผู้คนร่วมแรงร่วมใจกันสร้างคันกั้นน้ำ
เป็นยามเผ่าต่างแดนรุกราน เหล่านักรบอาบโลหิตทั่วสมรภูมิ
เป็นยามอารยธรรมใกล้ดับสูญ เหล่าวีรชนล้มลงต่อเนื่อง ทว่าผู้คนยังหลั่งไหลเข้ามาสืบต่อ
เป็นยามความสิ้นหวังปกคลุม สามัญชนจุดคบเพลิงขึ้น
เป็นยามความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด เด็กน้อยเงยหน้ามองแสงดาว
นั่นคือความทุกข์ยาก การเสียสละ คราบน้ำตา และความสิ้นหวัง
แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือการต่อต้าน การปกป้อง การสืบทอด และความหวัง
คือการดิ้นรนของอารยธรรมท่ามกลางทางตัน คือประกายแสงของชีวิตในความมืดมิด คือเปลวไฟที่สืบต่อกันมาพลิ้วไหวท่ามกลางลมหนาว
คือโลกมนุษย์ที่ทุกสิ่ง ทั้งความงดงามและความอัปลักษณ์ แสงสว่างและความมืดมิด ความหวังและความสิ้นหวัง พัวพันรัดรึงกัน
“กระบี่แห่งโลกมนุษย์”
“เปลวไฟสืบทอดไม่ดับสูญ มนุษยโลกดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์”
กระบี่ฟาดลง
ปราณกระบี่เรียบง่ายสายหนึ่งพุ่งออกไป ปะทะกับเงา “ซากสูญ” ที่ปกคลุมเข้ามา
เมื่อปราณกระบี่พาดผ่าน ห้วงอากาศก็ผลิบานเป็น “บุปผา” ลวงตาทีละดอก
นั่นคือบุปผาแห่งอารยธรรม บุปผาแห่งความหวัง และบุปผาที่แปรมาจากจิตใจของสรรพชีวิต
บุปผาผลิบานแล้วร่วงโรย เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปนับหมื่นปี ทว่าขณะร่วงโรยกลับแปรเป็นดอกตูมใหม่ แล้วผลิบานอีกครั้ง
สืบเนื่องไม่ขาดสาย เวียนวัฏจักรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท้ายที่สุด ปราณกระบี่กับเงา “ซากสูญ” ก็ปะทะกัน
