หยางเฉิงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ยักษ์
ลมหายใจขึ้นลงแปรปรวนดุจคลื่นสมุทร
กระแสกฎเกณฑ์อันแปลกประหลาดจากอสรพิษสีเทากำลังถูกเขาหลอมรวมและดูดซับอย่างสุดกำลัง ก่อนผสานเข้าสู่มหาวิถีปฐมความปั่นป่วนปฐมกาลและต้นกำเนิดภัยพิบัติมนุษย์ของตน
ต้นไม้ภัยพิบัติมนุษย์ก็แปรเปลี่ยนไปพร้อมกัน กิ่งใบส่งเสียงสวบสาบ จุดแสงสีเขียวเล็กจ้อยหมุนวนอยู่บนนั้น ภายในมีสายฟ้าสีเทาปนเขียวแลบวาบ แผ่กลิ่นอายแห่งเคราะห์ภัยที่ชวนให้ใจสั่นสะท้านยิ่งขึ้น
เวลาเคลื่อนผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
สามวันผ่านพ้น
ขณะที่หยางเฉิงกำลังบำเพ็ญเพียร แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่คุ้นเคยสายหนึ่งก็พุ่งมาจากทะเลขมซึ่งอยู่ไม่ไกล ปรากฏขึ้นตรงขอบทวีปที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกจาง ๆ
ตูม!
หมอกบริเวณรอบนอกของทวีปพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
ตัวทวีปเองก็ส่งเสียงครืนครั่น พื้นดินสั่นสะเทือนตามไปด้วย
“เป็นเจ้าแห่งหุบเหวผุพัง”
ญาณของหยางเฉิงไหววูบ
หุบเหวผุพังด้านนอกเต็มไปด้วยความระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด มันไม่บุ่มบ่ามเข้ามาในหมอก
หยางเฉิงยิ้มน้อย ๆ พลันร่างไหววูบไปปรากฏตัวด้านนอก
ทันทีที่เห็นหยางเฉิง เจ้าแห่งหุบเหวผุพังก็ชะงักงันไปเล็กน้อย
จากนั้น
“เป็นเจ้า!”
เสียงที่อัดแน่นด้วยความเคียดแค้นและเดือดดาลไร้สิ้นสุดระเบิดกึกก้อง
“ไอ้แมลงตัวจ้อย ที่แท้เจ้าก็ซ่อนอยู่ที่นี่”
จิตของเจ้าแห่งหุบเหวผุพังโถมกระเพื่อม พาไอเย็นเสียดกระดูกและความคลุ้มคลั่งมาด้วย “ความอัปยศและบาดแผลที่เจ้ามอบให้ข้า วันนี้ข้าจะให้เจ้าชดใช้คืนเป็นร้อยเท่า
ที่นี่แหละจะเป็นสุสานของเจ้า”
“หุบเหวผุพัง”
หยางเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ “ครั้งก่อนข้าไว้ชีวิตเจ้า แต่กลับไม่รู้จักสำนึก วันนี้ยังกล้าตามมารนหาที่ตายอีก”
“ไว้ชีวิตข้า? ช่างโอหังนัก”
