แม้ท่าไม้ตายสุดท้ายของเสวียนเจินจะถูกเขาทำลายลงได้ แต่พลังสะท้อนกลับก็ทำให้หยางเฉิงบาดเจ็บไม่น้อย
หากมิใช่เพราะในช่วงคับขัน พลังแห่งปณิธานซึ่งหลั่งไหลมาจากจิตใจของสรรพชีวิตในพิภพหงเหมิงเข้าสู่ร่างกาย คอยหล่อเลี้ยงตรามรรคา “ความเป็นอมตะแห่งโลกมนุษย์” เวลานี้เขาคงบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
“ยังไม่พอ”
หยางเฉิงทอดสายตามองภาพแดนเซียนที่ปรากฏเลือนรางอยู่นอกรอยแยกเสริมฟ้า แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า
“เสวียนเจินเป็นเพียงจิตดั้งเดิมที่มาจุติ ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้ หากร่างจริงของเขามาเอง หรือกระทั่งเซียนจุนลงมือด้วยตนเอง...”
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ศึกวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
“เวลาที่เหลือให้พิภพหงเหมิงมีไม่มากแล้ว”
หยางเฉิงสูดลมหายใจลึก ข่มอาการบาดเจ็บไว้ ก่อนร่างจะร่อนลงมาจากฟากฟ้า
“เจ้าสำนัก”
“เฉิงเฉิง”
ถังซิงอวี๋ สวีฝาน และอวิ๋นหลีเยว่รีบเข้ามาหา สีหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความห่วงใย
แม้พวกเขาจะอาศัย “ค่ายกลเปลวเพลิงสืบทอด” รั้งเซียนทองทั้งสามไว้ได้ แต่แต่ละคนก็ล้วนบาดเจ็บ โดยเฉพาะถังซิงอวี๋ผู้เป็นแกนหลักของค่ายกล ใบหน้างดงามซีดขาว ทั้งยังสิ้นเปลืองพลังไปมาก
พลังของเซียนนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญจากอารยธรรมอื่นอย่างแท้จริง
“ไม่เป็นไร”
หยางเฉิงโบกมือ ก่อนกวาดตามองทุกคน “ศึกวันนี้ทุกท่านเหน็ดเหนื่อยแล้ว กลับไปโลกเร้นลับฟางชุ่นเพื่อรักษาบาดแผลก่อน ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศ”
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเขา ทุกคนจึงไม่กล้าซักถาม ต่างพากันพยักหน้า
หยางเฉิงหันไปมองตัวแทนจากขุมกำลังต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องล่าง แล้วกล่าวเสียงกังวานว่า “ทุกท่าน แม้แดนเซียนจะล่าถอยไปแล้ว แต่วิกฤตยังไม่คลี่คลาย ขอให้ทุกท่านเตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ”
“เจ้าสำนักหยางโปรดวางใจ”
“หากอารามมรรคามีคำสั่ง พวกเรายินดีเสี่ยงตายทำตาม!”
ผู้นำจากขุมกำลังต่าง ๆ พากันแสดงจุดยืน น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความจริงใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
