“หลักฐานหรือ?”
ดวงตาของชุยหลานไร้แววขบขัน มีเพียงประกายเย็นเยียบ “รอให้ข้าค้นวิญญาณเจ้า หลอมดวงจิตเจ้าเสียก่อน ย่อมมีหลักฐานเอง”
สิ้นเสียง เขาก็ชี้นิ้วไปยังหว่างคิ้วของหยางเฉิง
ปลายนิ้วไร้ประกายแสง ทว่ากลับชักนำกฎเกณฑ์แห่งการเกิดดับซึ่งเป็นต้นกำเนิดสูงสุด
เพียงนิ้วเดียวชี้ออกไป มิติก็แตกร้าวเป็นริ้ว เผยให้เห็นกระแสความว่างเปล่าอันปั่นป่วนรุนแรงเบื้องหลัง
ห้องไม่อาจทานรับได้อีกต่อไป ระเบิดสนั่นครืน
เศษอิฐเศษไม้ยังไม่ทันกระเด็นออกไป ก็ถูกพลังนิ้วอันน่าสะพรึงกลัวกับรอยแยกมิติกลืนกินจนสูญสลาย
ทว่าในชั่วขณะที่พลังนิ้วจวนถึงตัว
ร่างของหยางเฉิงกลับพร่าเลือนดุจเงาฟองอากาศกลางน้ำ ไหววูบเพียงเล็กน้อยก็หายไปจากตำแหน่งเดิม
ชุยหลานชี้นิ้วพลาด เป้าหมายกลายเป็นจุดที่หยางเฉิงเคยนั่งขัดสมาธิ
พื้นดินยุบตัวลงอย่างไร้เสียง เผยหลุมลึกสุดหยั่ง
เบื้องลึกของหลุม กระแสความว่างเปล่าคำรามกึกก้อง
หยางเฉิงไปยืนอยู่บนกำแพงลานเรือนซึ่งห่างออกไปสิบจั้งตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ได้
สายลมกลางคืนพัดชายเสื้อของเขาพลิ้วสะบัด ส่งเสียงพรึ่บพรับ
“ในกระแสมิติกลับสงัดกว่า ไปคุยกันที่นั่นดีหรือไม่?”
เสียงของหยางเฉิงลอยมาอย่างสงบนิ่ง
รูม่านตาของชุยหลานหดแคบลงเล็กน้อย
เขาถึงกับจับร่องรอยการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ไม่หมด
ความเร็วของคนผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก
“ได้”
จิตต่อสู้และจิตสังหารในดวงตาชุยหลานพลุ่งพล่านขึ้นพร้อมกัน เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ร่างไหววูบแปรเป็นลำแสงสีเขียวหม่น พุ่งตามหยางเฉิงเข้าไปในรอยแยกมิติ
ร่างของทั้งสองลับหายเข้าไป รอยแยกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ลานเรือนเล็กพังพินาศจนสิ้น
กระแสมิติไร้ขอบเขต ไม่มีเบื้องบนหรือเบื้องล่าง
พายุปั่นป่วนโหมกระหน่ำไม่หยุด แม้แต่ผู้บำเพ็ญทั่วไปที่เป็นยอดฝีมือขั้นแปด หากไร้วิธีการพิเศษหรือสมบัติคุ้มกาย ก็หลงทางในสถานที่แห่งนี้ได้ง่ายดาย สุดท้ายย่อมมีชะตากรรมไม่สู้ดี
