ครึ่งปีต่อมา
ชายขอบแดนเซียน ส่วนลึกของห้วงสุญญตาอันไร้ขอบเขต
ที่นี่ห่างไกลจากแดนเซียนหรือดวงดาวใด ๆ ที่ผู้คนรู้จัก เป็นดินแดนรกร้างเงียบงันซึ่งแม้แต่มิติเวลาก็ยังบิดเบี้ยวจนพร่าเลือน
รอยแยกห้วงสุญญตาขนาดมหึมาลึกจนมองไม่เห็นก้น ทอดยาวหลายล้านลี้ ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับรอยแผลน่าเกลียดที่หลงเหลือหลังฟ้าดินถูกฉีกขาด
ภายในรอยแยก กระแสกฎเกณฑ์ปั่นป่วนเชี่ยวกราก พร้อมสายลมปราณทำลายล้างที่มากพอจะลบล้างเซียนทองให้สูญสิ้น
นักผจญภัยในแดนเซียนขนานนามที่แห่งนี้ว่า “หุบเหวดับสูญ” และต่างยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแดนมรณะ
ทว่าในยามนี้ ร่างหนึ่งกลับไม่แยแสกระแสทำลายล้างอันบ้าคลั่งรอบกาย ก้าวเข้ามาจากห้วงสุญญตานอกหุบเหวอย่างผ่อนคลาย ราวกับเดินเล่นอยู่ในสวน
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูมีอายุราว 17-18 ปี ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วตาคล้ายหยางซิ่วอยู่หกถึงเจ็ดส่วน
แต่แววตาของเด็กหนุ่มกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มิใช่ความใสกระจ่างหรือความเร่าร้อนที่พึงมีในคนสามัญ
หากเป็นความเฉยเมยและความเก่าแก่ผ่านกาลเวลา ราวกับเฝ้ามองยุคสมัยนับหมื่นปีจากเบื้องสูง และเห็นดวงดาวถือกำเนิดกับดับสูญจนชินชา
รอบกายเขาไร้กลิ่นอายแข็งแกร่งแผ่ออกมา ทว่ากลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับห้วงสุญญตารอบข้าง
สายลมปราณทำลายล้างที่สามารถฉีกกระชากดวงดาวได้ทั้งดวง ล้วนสงบลงและสลายหายไปอย่างไร้เสียงเมื่อเข้าใกล้รัศมีสามจั้งรอบตัวเขา
เขาคือประมุขสำนักเฉียน ผู้กุมมหาวิถี “เทียนหยวน” จนเลื่องลือสะท้านแดนเซียน—เซียนจุนเฉียนหยวน
เซียนจุนเฉียนหยวนก้าวเข้าสู่หุบเหว ภาพเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ก้นหุบเหวมิใช่ความโกลาหลหรือความว่างเปล่าดังที่คาด หากเป็นซากระบบดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล ทว่ากระจัดกระจายแตกหัก
