ราตรีในทะเลขมเป็นเพียงแนวคิดที่เลือนราง
ทว่าหลังมหันตภัยทมิฬมาเยือน ความมืดมิดอันบริสุทธิ์กับระลอกคลื่นสีดำทำให้สัมผัสแห่งเวลาปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิม
หยางเฉิงทั้งสามยึดนาฬิกาชีวิตและจังหวะการฝึกฝนของตนเป็นหลัก หลังเสร็จสิ้นการล่าและพักฟื้นอีกรอบหนึ่ง พวกเขาก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบ
บริเวณชายขอบทวีปหมอก หญ้าภัยพิบัติสามต้นที่เพิ่งงอกใหม่ไหวเอนเบา ๆ อยู่บนผืนดินไหม้เกรียม
ทันใดนั้น ดอกตูมสีขาวซีดดุจกระดูกตรงยอดของหญ้าภัยพิบัติต้นหนึ่งก็ผลิบานออกจนหมดโดยไร้สัญญาณเตือน
ไร้ซึ่งกลิ่นหอม มีเพียงคลื่นจิตที่แฝงนัยเตือนภัยแผ่ออกมา
แทบจะพร้อมกัน
หมอกที่ปกคลุมรอบนอกทวีปถูกพลังอันป่าเถื่อนกระแทกเข้าใส่
สิ่งวิปลาสสามตนรูปร่างคล้ายกิ้งก่ายักษ์ ดวงตาวูบไหวด้วยแสงโลหิตแห่งความโลภ ส่งเสียงคำรามพลางพุ่งทะยานเข้ามา
พวกมันล้วนเป็นสิ่งวิปลาสธรรมดา เห็นได้ชัดว่าถูกดึงดูดด้วยกลิ่นอายชีวิตสดใหม่จากด้านในทวีป
ทว่า...
ทันทีที่พวกมันบุกเข้ามาในเขตหมอก ผืนดินไหม้ดำใต้เท้าก็สั่นสะเทือน
หญ้าภัยพิบัติทั้งสามต้นรู้สึกว่าถูกล่วงเกิน ใบหญ้าพลันยืดยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงแหวกอากาศแสบแก้วหู พุ่งเข้าพันรัดแขนขาและลำตัวของสิ่งวิปลาสกิ้งก่ายักษ์ทั้งสามอย่างบ้าคลั่ง
ฉัวะ ๆ ๆ!
ฟันเลื่อยตามขอบใบหญ้าภัยพิบัติกรีดผ่านเกราะมลทินที่ปกคลุมร่างสิ่งวิปลาสได้อย่างง่ายดาย ก่อนรัดลึกเข้าไปในเนื้อเน่าของพวกมัน
ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือ ลวดลายสีแดงคล้ำบนใบหญ้าส่องประกายเจิดจ้า พลังกัดกร่อนแห่งหายนะอันรุนแรงไหลผ่านบาดแผลและทะลักเข้าสู่ร่างพวกมันอย่างบ้าคลั่ง
“โฮก!”
สิ่งวิปลาสกิ้งก่ายักษ์ทั้งสามคำรามด้วยความเจ็บปวด
พวกมันสัมผัสได้ว่าบริเวณที่ถูกพันรัดกำลังแห้งเหี่ยวและสลายไป ความทรมานนั้นยากจะทานทน
