“เรียกฝน”
เฉินเสวียนเอ่ยซ้ำ
เมฆดำทะมึนเคลื่อนมารวมตัวบนท้องฟ้าราวกับถูกเรียกหา ก่อนห่าฝนจะเทกระหน่ำลงมา
นั่นมิใช่น้ำธรรมดา หากเป็น “ธารอ่อนแห่งปรโลก” ที่อัดแน่นด้วยพลังแห่งความตาย เพียงหยดเดียวก็ทะลวงทองเหล็กและสลายพลังเทพได้
บัดนี้สายฝนราวกับธารสวรรค์ไหลย้อนลงมา แต่ละหยดหนักอึ้งประหนึ่งขุนเขา
ทว่ายังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้
“เรียกอสนี”
เสียงตวาดสุดท้ายดังขึ้น แสงเซียนเจิดจ้าพลันส่องวาบขึ้นระหว่างคิ้วของเฉินเสวียน พุ่งทะยานสู่เมฆา
ครืน!
เบื้องบนฟ้าเก้าชั้น เมฆอสนีพลิกม้วน มิใช่อสนีสวรรค์ธรรมดา หากเป็น “อสนีเทพเก้าชั้นฟ้า” สีม่วงทอง
ชั่วพริบตา อัสนีมังกรคำราม งูสายฟ้าเริงระบำ พร้อมกลิ่นอายทำลายล้างทุกสิ่งขั้นสุดท้ายที่จับจ้องหยางเฉิง ก่อนฟาดลงมาอย่างเกรี้ยวกราด
เรียกลม
เรียกฝน
เรียกอสนี
ลงมือคราเดียวก็ใช้สามอิทธิฤทธิ์เซียน
เพียงความคิดเดียว สวรรค์ปฐพีก็ขานรับ
ภัยพิบัติทั้งสามถาโถมมาพร้อมกัน ปกคลุมทั่วสารทิศ ปิดกั้นทุกช่องทางหลบหนีของหยางเฉิง หมายลบเขาออกไปจากโลกนี้ให้สิ้นซาก
“วิชาเซียน นี่คืออิทธิฤทธิ์เซียนที่แท้จริง”
“อานุภาพเช่นนี้จะต้านทานได้อย่างไร?”
ผู้คนเบื้องล่างต่างหน้าซีดเผือด เมื่อเผชิญวิชาเซียนอันทรงอำนาจดุจอานุภาพสวรรค์ พวกเขาแทบยืนไม่อยู่ นับประสาอะไรกับการต่อต้าน
ผู้คนจากอารามมรรคาต่างขวัญผวาเช่นกัน
หยางเฉิงมองภัยพิบัติเซียนทั้งสามที่ทำลายฟ้าดินด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เขายื่นนิ้วชี้ไปยังวายุภัยที่โถมเข้ามา
“จี้”
เงียบงันไร้สุ้มเสียง เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเขา
นั่นคือเงาไผ่ขมต้นหนึ่ง
ลำไผ่ไหวเอน แผ่ระลอกคลื่นแห่งความแห้งแล้งเงียบงันออกเป็นวง
