“ไม่มีความแค้นถึงขั้นเป็นตายหรือ?”
หยางเฉิงมองผีเฒ่าที่คุกเข่าขอชีวิต แววตาฉายความประหลาดใจ ราวกับได้ยินเรื่องตลกเหลวไหล
“พวกเจ้าสามคนร่วมมือกันหมายเอาชีวิตข้า นี่ยังเรียกว่าไม่มีความแค้นถึงขั้นเป็นตายอีกหรือ?”
ผีเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นไหลพรั่งพรู
เมื่อครู่เขาร้อนรนจนพูดจาไม่คิด บัดนี้หยางเฉิงชี้ให้เห็น เขาจึงตระหนักว่าคำวิงวอนขอชีวิตของตนนั้นช่างไร้น้ำหนักและน่าขันเพียงใด
ในโลกแห่งการบำเพ็ญ ความแค้นจากการรุมสังหารเช่นนี้ ย่อมลงเอยด้วยการไม่ตายไม่เลิกรา
ฉินกว่างจื้อที่อยู่ไม่ไกลเห็นเช่นนั้น ก็เกรงว่าหยางเฉิงจะล่วงเกินสำนักอู๋เซี่ยงจนหมดทางประนีประนอม จึงฝืนใจปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง “เจ้าสำนักหยาง อย่างไรผีเฒ่าก็เป็นผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักอู๋เซี่ยง หากไว้ชีวิตเขาได้ บางทีอาจ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ สายตาของหยางเฉิงก็เหลือบมองมาอย่างเรียบเฉย
สายตานั้นสงบนิ่ง ทว่ากลับแฝงแรงกดดันหนักหน่วง ทำให้ฉินกว่างจื้อ ผู้แข็งแกร่งขั้นเจ็ด ใจสะท้านวูบจนไม่อาจเอ่ยคำที่เหลือต่อ
“ผู้อาวุโสฉิน”
หยางเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำชัดเจน “เห็นแก่ที่ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้ร่วมรุมสังหาร ทั้งยังเอ่ยเตือน ข้าจะไม่ถือสาท่าน แต่เรื่องของข้า ยังไม่ถึงคราวที่คนอื่นจะมาชี้นิ้วสั่งสอน”
สีหน้าฉินกว่างจื้อเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างจนใจ ประสานมือคารวะ ก่อนหุบปากสนิทแล้วถอยไปไกลกว่าเดิม
ชายหนุ่มตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าตัดสินใจสังหารแน่วแน่ ไม่มีถ้อยคำใดสั่นคลอนได้
หากตนพูดมากไปกว่านี้ เกรงว่าจะหาเรื่องใส่ตัวจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าความหวังสุดท้ายพังทลาย สีหน้าสิ้นหวังของผีเฒ่าก็แปรเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่งและเหี้ยมเกรียม
