ในที่สุดหยางเฉิงก็เลิกวางท่าราบเรียบเช่นนั้น
เขาหลับตาลง แล้วลืมขึ้นอีกครั้ง
ในดวงตาคู่นั้น ความโกลาหลมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความใสกระจ่างดุจแก้วผลึก
ลึกเข้าไปในแก้วผลึกนั้น สะท้อนภาพการเวียนว่ายเกิดดับ และจุดสิ้นสุดของเคราะห์ภัยนับหมื่น
“แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย”
หยางเฉิงยกมือขวาขึ้น ราวกับกำลังประคองวัตถุหนักที่ไร้รูปร่างบางอย่าง
“มหาวิถีภัยพิบัติมนุษย์ มิได้มีเพียงการทำลายล้าง หากยังหมายถึงการแบกรับด้วย”
“เคราะห์ภัยนับพันนับหมื่น ล้วนเป็นของข้า”
“วันนี้ ข้าจะใช้ ‘คุกน้ำแข็ง’ ของเจ้าหล่อหลอม…”
“ทะเลเคราะห์ภัย”
สิ้นเสียง วังวนความโกลาหลก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนฝ่ามือของหยางเฉิง
ทว่าครั้งนี้ วังวนมิได้หยุดนิ่ง หากหมุนวนและขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง
เพียงพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นทะเลสีเทาผืนหนึ่ง
คลื่นทะเลซัดกระหน่ำ ทุกระลอกคือภาพลวงของอารยธรรมที่กำลังมุ่งสู่ความดับสูญ
คลื่นน้ำเชี่ยวกราก ทุกครั้งที่น้ำขึ้นน้ำลงล้วนแฝงกลิ่นอายเคราะห์ภัยที่ทำให้หมื่นสวรรค์สั่นสะท้าน
ลึกลงไปใต้ผืนน้ำ ยังมีเงามืดนับไม่ถ้วนว่ายวนอยู่ นั่นคือรากฐานแห่งหายนะนานาชนิดที่หยางเฉิงสะกดข่มและหลอมกลั่นจนปรากฏเป็นรูป
เมื่อ “ทะเลเคราะห์ภัย” ปรากฏขึ้น ก็ยืนหยัดทัดเทียมกับคุกน้ำแข็งนิรันดร์ของบรรพชนเสวียนหมิง ต่างฝ่ายต่างครอบครองท้องนภาคนละครึ่ง
ด้านหนึ่งคือความหนาวเหน็บอันเงียบงัน ซึ่งแช่แข็งสรรพสิ่ง
อีกด้านคือความโกลาหลแห่งเคราะห์ภัยที่กลืนกินทุกอย่าง
“อาณาเขต” สองชนิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ล้วนน่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน กำลังกัดกร่อนและปะทะห้ำหั่นอย่างบ้าคลั่ง
“ทะเลเคราะห์ภัยงั้นหรือ? แค่ข่มขวัญเท่านั้น จงพินาศไปเสีย!”
ร่างธรรมอสูรเทพเสวียนหมิงคำรามก้อง ง้าวฝังโลกแทงทะลวงเข้าไปในทะเลเคราะห์ภัยสีเทาด้วยแรงอันดุดันและเด็ดขาดยิ่งกว่าเดิม
