รอยแยกเสริมฟ้า
“ศิษย์น้องแปด...”
แม้แต่หลี่เต้าอีก็ยังสงบนิ่งต่อไปไม่ไหว
ทว่าสวี่ซือเยว่กลับไม่เอ่ยอะไรอีก คลื่นความผันผวนประหลาดที่ยากจะพรรณนาสายหนึ่งพลันแผ่ออกมาจากร่างของนาง
แรกเริ่มคลื่นนั้นแผ่วเบา ราวกับก้อนกรวดเม็ดหนึ่งตกลงในทะเลสาบแห่งจิตใจ แต่เพียงชั่วพริบตากลับแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์ถาโถม
กลิ่นอายของนางเริ่มทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วที่ทำให้ผู้คนตะลึง
คอขวดที่ติดขัดมานานจนไม่อาจนับปีได้ ณ ขั้นครึ่งก้าวสู่บรรพชนยุทธ์ บัดนี้บางราวปีกจักจั่น เพียงสัมผัสก็แตกสลาย
สวี่ซือเยว่ทะลวงขั้นได้ด้วยความคิดเดียว!
“ตูม!”
พลังเทพอันยิ่งใหญ่เกินพรรณนาพุ่งทะยานขึ้นจากกระหม่อมของนาง
ทว่าไม่ใช่กระแสพลังเทพที่พลุ่งพล่านยามผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปทะลวงขั้น หากเป็นเจตจำนงที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่กว่า ทั้งเย็นชาและไร้ความปรานี
ค่ายกลบนเพดานตำหนักใหญ่พลันทำงานขึ้นเอง แต่กลับสั่นสะเทือนไม่หยุดภายใต้แรงปะทะของพลังเทพนั้น
ขั้นบรรพชนยุทธ์ สำเร็จ!
ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสวี่ซือเยว่หลังทะลวงขั้นต่างหาก ที่ทำให้ทุกคนขนหัวลุกและจิตใจสั่นสะท้านอย่างแท้จริง
ดวงตาที่เคยฉลาดเฉลียวและเปี่ยมชีวิตชีวาคู่นั้นของนาง บัดนี้ราวกับถูกหมึกเข้มข้นย้อมจนสีสันและอารมณ์ทั้งหมดเลือนหาย กลายเป็นความมืดดำลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง
ความมืดนั้นว่างเปล่าและเย็นชา ราวกับพรากคุณสมบัติทุกอย่างของ “มนุษย์” ไปจนสิ้น
แรงกดดันน่าสะพรึงกลัว เย็นเยียบและกว้างใหญ่ไพศาล สูงส่งเหนือสิ่งใด แผ่กระจายออกมาจากร่างเล็กบอบบางของนาง
ภายใต้แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมืออย่างซ่างกวนเสวี่ยกับหวังเฟิงก็ยังรู้สึกว่าวิญญาณสั่นสะท้าน ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับห้วงดาราไร้ขอบเขตที่หมุนเวียนอย่างไร้ความปรานี และกำลังเผชิญหน้ากับ “วิถีแห่งสวรรค์” ซึ่งดำรงอยู่มาแต่โบราณกาลโดยตรง
