“เต้าจวินอวี้ฮวา”
หยางเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “เจ้ายังมีประโยชน์”
เต้าจวินอวี้ฮวาชะงักงัน ก่อนแววตาจะพลันฉายประกายปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด เขาก้มศีรษะโขกพื้นซ้ำ ๆ “มีประโยชน์ ข้าน้อยยังมีประโยชน์ ยินดีทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อท่านเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองมีบัญชาเมื่อใด แม้ต้องตายหมื่นครั้งก็จะไม่ปฏิเสธ”
“ทุ่มเทกำลังทั้งหมดหรือ?”
สวีฝานหัวเราะเยาะอยู่ข้าง ๆ “ตอนที่ทรยศพวกเราเมื่อครู่ กลับไม่เห็นเจ้าลังเลแม้แต่น้อย”
เต้าจวินอวี้ฮวาพลันพูดไม่ออก สีหน้าซีดสลับเขียวคล้ำ
หยางเฉิงกลับไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพียงยกมือชี้ไปในอากาศ เส้นแสงสีเทาขาวสายหนึ่งพุ่งออกมา แทรกซึมเข้าสู่หว่างคิ้วของเต้าจวินอวี้ฮวาอย่างไร้สุ้มเสียง
ร่างเต้าจวินอวี้ฮวาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาสัมผัสได้ว่าลึกลงไปในจิตวิญญาณแรกกำเนิดของตน มีตราประทับสายหนึ่งประทับลงโดยที่ไม่อาจเข้าใจได้
ตราประทับนี้ไม่ได้ช่วงชิงสติสัมปชัญญะหรือควบคุมการกระทำของเขา ทว่ากลับเป็นดั่งกระบี่คมที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ทำให้เขาตระหนักชัดเจนว่าชีวิตและความตายมิได้อยู่ในกำมือของตนอีกต่อไป
“นี่คือ ‘ตราประทับวิญญาณมนุษย์’”
หยางเฉิงกล่าวเสียงเรียบ “ใช้เหตุและผลแห่งโลกีย์กับความยึดติดของสรรพชีวิตเป็นรากฐาน ประทับลงบนต้นกำเนิดจิตวิญญาณของเจ้า เมื่อข้าคิด ตราประทับก็จะสำแดง เมื่อมันสำแดง วิญญาณเจ้าก็จะดับสูญ
เต้าจวินเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ว่าควรทำเช่นไร”
ความหวังริบหรี่สุดท้ายในใจเต้าจวินอวี้ฮวาดับวูบลงอย่างสิ้นเชิง
เขาก้มหน้าลงอย่างขมขื่น “ข้าน้อยเข้าใจแล้ว นับแต่นี้จะเชื่อฟังคำสั่งของท่านทุกประการ”
“ดีมาก”
หยางเฉิงพยักหน้า “นำทางต่อไป แม้ช่องทางนี้จะเสียหาย แต่ก็น่าจะไปถึงสถานีพักแรมดาวปี้ลั่วได้โดยไม่มีปัญหา
เมื่อไปถึงแดนเซียน เจ้ายังคงเป็นเต้าจวินตงฮวา ส่วนพวกเราเป็นเพียงผู้แสวงมรรคาที่เจ้า ‘แนะนำ’ มา เข้าใจหรือไม่?”
