ที่แท้กลับเป็นสุสานโบราณแห่งหนึ่ง
สุสานสูงราว 3 จั้ง มีรูปทรงแปดเหลี่ยม แต่ละมุมตั้งรูปสลักหินเลือนรางไว้หนึ่งตน รูปร่างไม่เหมือนทั้งมนุษย์และสัตว์ ยากจะพรรณนา
ตรงกลางสลักสัญลักษณ์บิดเบี้ยวซับซ้อนไว้
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากสุสานทั้งหลังมีต้นกำเนิดเดียวกับหลุมดำ ทั้งเก่าแก่และเลือนรางดุจภาพลวง
หลังสุสานปรากฏขึ้น หลุมดำก็เลือนจางลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายไปไร้ร่องรอย
เหลือเพียงสุสานโบราณแห่งนั้นลอยอยู่ในห้วงสุญญากาศ ห่างออกไปพันลี้
“นี่หมายความว่าอย่างไร?”
เฉียงเหลียงเบิกตากว้าง
“เป็นทั้งคำเชื้อเชิญ และการหยั่งเชิง”
หยางเฉิงจ้องสัญลักษณ์กลางสุสาน แววตาลึกล้ำ
เขาสัมผัสได้ว่าตราประทับสีเทาขาวระหว่างคิ้วเกิดเสียงสะท้อนแผ่วเบายิ่งกับสัญลักษณ์นั้น
“ดูท่าจะมีบางคนไม่อยากรอแล้ว”
“ศิษย์พี่ สิ่งนี้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เกรงว่าจะเป็นกับดัก”
ถังซิงอวี๋กำด้ามกระบี่แน่น
“เป็นกับดักก็อาจใช่ แต่ก็อาจเป็นวาสนาก็ได้”
หยางเฉิงกล่าวอย่างสุขุม “ในเมื่ออีกฝ่ายมาหาถึงที่แล้ว หากหลบหน้าไม่ยอมพบ กลับจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ข้าก็อยากเห็นนักว่า การช่วงชิงกุญแจแห่งประตูและคำเชื้อเชิญจากทะเลต้นกำเนิดนี้ แท้จริงแล้วมีโฉมหน้าเช่นไร”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนสั่งว่า “สวีฝาน ซิงอวี๋ ดูแลเมืองให้ดี คอยดูแลซิงหลานกับท่านน้าด้วย ท่านแม่ เฉียงเหลียง ไปกับข้าสักครา”
“เฉิงเฉิง ระวังกลลวงด้วย”
อวิ๋นหลีเยว่กล่าวอย่างกังวล
“ไม่เป็นไร ข้ามีแผนอยู่แล้ว”
หยางเฉิงไพล่มือไว้ด้านหลัง มองสุสานสีเทาขาว ดวงตาวูบไหวด้วยแสงแห่งความโกลาหล เงาเพลิงกรรมสีขาวซีดพลันปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง
ทั้งสามไม่พูดอะไรอีก ต่างเหาะเหินออกจากเมืองหมอก มุ่งหน้าไปยังสุสานโบราณอย่างไม่เร่งร้อน
ระยะทางพันลี้มาถึงในพริบตา
เมื่อเข้ามาใกล้
สุสานยิ่งดูเก่าแก่และลึกลับ
ร่องรอยกาลเวลาปกคลุมอยู่ทั่ว ทว่ากลับไม่เสียหายแม้แต่น้อย
รูปสลักหินเลือนรางทั้งแปดดูคล้ายกำลังท่องบทสวดเงียบ ๆ หรือไม่ก็หลับใหลอยู่
สัญลักษณ์บิดเบี้ยวตรงกลางเปล่งแสงริบหรี่
