นั่นคือภาพมายาของมงกุฎแห่งชีวิต
มงกุฎแผ่แสงสีเขียวครามปกคลุมทั่วร่างเขา
นิ้วที่หยางเฉิงชี้ออกไปหมายสังหารกระทบแสงสีเขียวคราม แต่กลับทะลวงผ่านไม่ได้ ทำได้เพียงทำให้แสงนั้นสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เย่ยวี่ครางอู้อี้ ร่างถอยกรูดไปไกลร้อยจั้ง โลหิตหยดหนึ่งซึมออกมาจากหน้าผาก
“ถึงกับทำให้ข้าบาดเจ็บได้”
เย่ยวี่ยกมือแตะหยดเลือดบนหน้าผาก แววตาพลันมืดมนลง “ดูเหมือนว่า หากไม่ใช้ฝีมือจริง คงจัดการเจ้าไม่ได้แล้ว”
“มงกุฎแห่งชีวิต อำนาจสถิตกาย จงสะกด!”
เขาตวาดเสียงต่ำ มงกุฎแห่งชีวิตเปล่งประกายเจิดจ้า พลังสะกดข่มสายหนึ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ‘ชีวิตหยุดนิ่ง’ พลันโถมลงมา
พลังสายนี้ราวกับเป็นเจตจำนงแห่งกฎเกณฑ์ชีวิตของฟ้าดินผืนนี้
ความเร็วของหยางเฉิงลดฮวบ แม้แต่ความคิดก็เชื่องช้าลง
แม้แต่พลังวัฏสงสารก็ยังถูกอำนาจนี้กดข่มอยู่ราง ๆ
“เหนือขั้นเก้า ที่แท้สิ่งสำคัญมิใช่เพียงการสั่งสมพลัง แต่ยังเป็นการควบคุม ‘อำนาจ’ บางอย่างในเบื้องต้นด้วย”
หยางเฉิงตระหนักแจ้งในใจ
แก่นแท้แห่งพลังของเย่ยวี่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอำนาจแห่งชีวิตของโลกนี้แล้ว
เมื่อความเร็วถูกจำกัด การบุกโจมตีอย่างหนักหน่วงก็ถูกขัดขวาง
หยางเฉิงเลิกคิดใช้ความเร็วเอาชนะความเร็ว เขาหยุดยืนนิ่ง สยบพลังปราณและโลหิตที่ปั่นป่วนอยู่ภายในร่าง
เจตจำนงกระบี่สายหนึ่งซึ่งยากจะพรรณนาก่อตัวและไหลเวียน
“มรรคาที่กล่าวขานได้ ย่อมมิใช่มรรคาอันเที่ยงแท้”
“กระบี่ที่หนึ่ง สมบูรณ์ยิ่งใหญ่กลับพร่อง”
กระบี่ฟาดออกไป เส้นทางของมันกลมกลืนไร้ที่ติ ทว่ากลับเว้นช่องโหว่ไว้เส้นหนึ่ง ไม่มุ่งแสวงหาความสมบูรณ์แบบ ทว่ากลับได้ความเป็นธรรมชาติมาแทน
พลังมหาศาลที่เย่ยวี่เร่งมงกุฎแห่งชีวิตให้กดลงมา เมื่อสัมผัสกับกระบี่ ‘มีตำหนิ’ เล่มนี้ กลับถูกช่องโหว่นั้นเบี่ยงออก พลังเต็มสิบส่วนที่ตกกระทบร่างเขาจึงเหลือเพียงสามถึงสี่ส่วน
