ทุ่งรกร้างผืนหนึ่ง
ท้องฟ้าแดงคล้ำ ราวกับโลหิตที่แข็งตัว
มองไม่เห็นทั้งดวงตะวันและดวงดาว
สายลมพัดแรง หอบเอาเม็ดทรายและกลิ่นอายผุพังมาด้วย
เบื้องหน้าหยางเฉิงไม่ไกลนัก คือขบวนรถมรณะ
คนกว่าสองร้อยคนนอนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น สภาพศพน่าสลดใจ
บางคนถูกคมอาวุธแทงทะลุอก บางคนถูกพลังมหาศาลบางอย่างฉีกกระชากจนแหลกเหลว ส่วนบางคนร่างไหม้เกรียมดำ คล้ายถูกเปลวเพลิงหรือสายฟ้าแผดเผา
แต่ที่ประหลาดคือ ศพทุกศพกลับไม่มีร่องรอยโลหิต
เนื้อบริเวณบาดแผลแห้งเหี่ยวดำคล้ำ ราวกับพลังบางอย่างสูบเอาพลังชีวิตไปจนหมดในชั่วพริบตา
“ไม่ใช่การโจมตีธรรมดา”
หยางเฉิงย่อตัวลง ตรวจดูศพหนึ่ง
ผู้ตายแต่งกายเยี่ยงผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคน มือยังกำดาบยาวที่หักแล้วไว้แน่น
บนคมดาบยังหลงเหลือพลังผุพังสายหนึ่ง ซึ่งแผ่กลิ่นคาวหวานออกมา
“กลิ่นอายพลังนี้แตกต่างจากเทพและเซียนจริง ๆ”
ดวงตาหยางเฉิงฉายแววคมกล้า
นั่นหมายความว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในพิภพหงเหมิงจริง ๆ
เขาลุกขึ้น เดินไปยังรถม้าคันกลางที่หรูหราที่สุด
ม่านรถถูกฉีกขาด ภายในมีชายหนุ่มอาภรณ์แพรเอนพิงหมอนนุ่ม ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้ายังคงมีร่องรอยความหวาดกลัวและความไม่ยินยอม
กลางอกของเขามีรูขนาดเท่าปากชาม หัวใจหายไปแล้ว
“สังหารด้วยการโจมตีเดียว ควักหัวใจไปกิน”
หยางเฉิงมองไปยังเอวของชายหนุ่ม
ตรงนั้นแขวนป้ายคำสั่งสีเงินขาว บนป้ายสลักรูปกระบี่กับดอกกุหลาบเกี่ยวพันกัน
ด้านล่างมีอักขระโบราณสามตัว
หยางเฉิงอ่านอักขระเหล่านั้นไม่ออก แต่ด้วยคลื่นความคิดที่หลงเหลืออยู่ในห้วงอากาศ เขาจึงถอดความหมายได้ว่า “พันธมิตรกระบี่กุหลาบ”
“ดูท่าจะเป็นป้ายแสดงฐานะ”
