“นี่คือ ‘พรประทานจากเซียนจุน’”
เสวียนเจินเอ่ยเสียงเรียบเฉย ก้องกังวานไปทั่วสนามรบ
“ผู้ใดต่อสู้เพื่อแดนตันเสีย ล้วนได้รับพลังต้นกำเนิดจากเซียนจุนหนุนเสริม พลังรบเพิ่มพูนเป็นเท่าตัว”
“ส่วนพวกเจ้า...”
สายตาของเขากวาดผ่านสรรพชีวิตแห่งพิภพหงเหมิง ราวกับมองดูมดปลวก
“ดิ้นรนต่อต้านจนถึงที่สุด ก็มีแต่เพิ่มจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายโดยเปล่าประโยชน์”
“จงคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ ยอมสวามิภักดิ์ต่อแดนเซียน แล้วข้าจะไว้ศพให้ครบ”
สิ้นเสียง แรงกดดันจากขั้นไท่อี่พลันถาโถมดุจฟ้าถล่ม กดทับผู้บำเพ็ญแห่งพิภพหงเหมิงทุกคนอย่างหนักหน่วง
ตุบ! ตุบ!
ผู้บำเพ็ญที่มีระดับต่ำกว่าจำนวนนับไม่ถ้วนทรุดเข่าลงกับพื้น เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างถังซิงอวี๋และสวีฝานก็ยังรู้สึกว่าการไหลเวียนของเซียนหยวนติดขัด พลังถูกสะกดข่มลงอย่างมาก
เปลวไฟแห่งความหวังที่เพิ่งลุกโชน ดูราวกับกำลังจะมอดดับลงอีกครั้งต่อหน้าพลังอันเด็ดขาดของเซียนทองขั้นไท่อี่
ท่ามกลางความเงียบงันนั้นเอง
เสียงสงบนิ่งเสียงหนึ่งพลันดังมาจากส่วนลึกของอารามมรรคา
“เสวียนเจิน ในที่สุดเจ้าก็ลงมือเองเสียที”
“ข้ารอเจ้ามานานแล้ว”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เงาร่างในอาภรณ์ดำสนิทร่างหนึ่งก็ทะยานออกมาจากอากาศ
ก้าวแรก ขุนเขาสายน้ำนับหมื่นลี้ถอยร่น
ก้าวที่สอง พลังศรัทธาของสรรพชีวิตหลั่งไหลเข้าหา
ก้าวที่สาม เขาก็มาหยุดอยู่ห่างจากเสวียนเจินร้อยจั้ง
หยางเฉิงออกจากการปิดด่านแล้ว
“ท่านเจ้าสำนัก”
“เป็นท่านเจ้าสำนักหยาง!”
หลังความเงียบงันชั่วครู่ เสียงโห่ร้องดุจคลื่นถาโถมและขุนเขาคำรามก็ดังขึ้นอีกครั้ง ร้อนแรงยิ่งกว่าครั้งใดก่อนหน้า
เสียงเหล่านั้นรวมตัวกัน
มิใช่การดิ้นรนในความสิ้นหวังอีกต่อไป หากเป็นกระแสธารเชี่ยวกรากที่ก่อเกิดจากศรัทธา
ผู้บำเพ็ญและภูตพฤกษาที่ฝึกฝน“คัมภีร์มรรคาเพลิงสืบทอด”นับไม่ถ้วน ต่างรู้สึกได้ว่าเปลวไฟเล็ก ๆ ในใจสว่างเจิดจ้าร้อนแรงขึ้นหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว คล้ายกำลังประสานก้องกับเงาร่างในอาภรณ์ดำสนิทร่างนั้น
