ท่ามกลางความมืดมิด
เงาร่างเพรียวบางสายหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น จากภาพพร่าเลือนกลายเป็นรูปธรรม
นางเป็นสตรีนางหนึ่ง เส้นผมดำยาวสยายดุจสายน้ำ ตรงลงมาถึงเอว
บนร่างสวมอาภรณ์ผู้อาวุโสแห่งอารามมรรคาเมืองโม่ ใบหน้ายังพอมองเห็นเค้าโครงงดงามคล่องแคล่วในวันวาน ทว่าบัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยเงาเย็นเยียบชั่วนิรันดร์
สิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดหวั่นที่สุดคือดวงตาของนาง
ดำสนิท
ไร้ตาขาว ไร้รูม่านตา มีเพียงสีดำบริสุทธิ์ ราวกับเป็นหุบเหวสองแห่งที่ทอดสู่ความว่างเปล่า หรือไม่ก็ทะเลสาบน้ำแข็งสีดำสนิทซึ่งไม่สะท้อนเงาใด ๆ
ผู้ใดสบตาคู่นี้ ล้วนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากส่วนลึกของวิญญาณ
นางลอยนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่มีพลังเทพหรือแรงกดดันใดแผ่ออกมารอบกาย แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้สาเหตุ
“อาจารย์รอง?”
รูม่านตาของหยางเฉิงหดวูบ เขาอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก
แม้บุคลิกและแววตาจะแปรเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ แต่เขาก็จำผู้มาเยือนได้ในทันที
“ผู้อาวุโสแปด?”
ถังซิงอวี๋กับสวีฝานต่างมีสีหน้าตื่นตะลึงและไม่อยากเชื่อ
สวี่ซือเยว่ในความทรงจำของพวกเขา เป็นผู้อาวุโสที่ ‘พึ่งพาไม่ได้’ ที่สุดในอารามมรรคามาโดยตลอด
ทว่าสตรีตรงหน้ากลับไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์แม้แต่น้อย
ทั้งสองเป็นคนคนเดียวกันจริงหรือ?
สีหน้าของฉินเหมิงพลันย่ำแย่อย่างยิ่ง
เขาจ้องสตรีนัยน์ตาดำที่ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหันเขม็ง แล้วตวาดถามเสียงเข้ม “เจ้าเป็นใคร?”
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดและอันตรายอย่างยิ่งจากตัวนาง
นัยน์ตาของเซียนสตรีฉื่อเลี่ยนหรี่ลงเล็กน้อย ขณะเพ่ง ‘พินิจ’ สวี่ซือเยว่
“กลิ่นอายแห่งวิถีสวรรค์?”
ในน้ำเสียงเย็นชาของนางแฝงความฉงนและเคร่งขรึมที่พบเห็นได้ยาก
สวี่ซือเยว่ไม่ตอบสนองต่อคำถามของฉินเหมิง สายตาพินิจของเซียนสตรีฉื่อเลี่ยน หรือเสียงอุทานของหยางเฉิงทั้งสามคนเลยแม้แต่น้อย
