เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
【ฉันว่าหลู่ฉีเยี่ยนคนนี้ตอนนี้เหมือนหลู่ฉีถิงมาก】
【แม้แต่ไฝก็ไม่มีแล้ว ถ้าไม่ใช่หลู่ฉีถิง ฉันยอมกินนี่เลย】
【เขาไม่ได้บอกหรือว่าไฝน่าเกลียด ก็เลยเอาออก】
【ใครจะเชื่อเหตุผลแบบนี้ พวกเธอไม่สังเกตหรือว่าช่วงนี้หลู่ฉีเยี่ยนคนนี้นิสัยเหมือนหลู่ฉีถิงเป๊ะ】
【ใช่! ทุกครั้งที่เขามารับเวินจือหนิงที่โรงเรียน พอเห็นพวกเราคุยกับเธอ ก็จ้องพวกเราเขม็งตลอด】
เพื่อนร่วมชั้นของเวินจือหนิงซึ่งรู้ความจริง พออ่านข้อความเหล่านี้แล้วก็คันปากอยากบอกความจริงออกไป
แต่ไม่ได้ พวกเขารับปากด้วยความสุขของเพื่อนร่วมโต๊ะเป็นประกันว่าจะไม่พูดออกไป
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของเกมระหว่างหลู่ฉีถิงกับเวินจือหนิงแน่ ๆ
ขนาดคนในครอบครัวของทั้งคู่ยังไม่พูดอะไร แล้วจะถึงตาพวกเขาไปวิจารณ์ได้อย่างไร
“หนิงหนิง งานฉลองครบรอบโรงเรียนใกล้จะถึงแล้ว เธอว่าคนที่บ้านจะมาหรือเปล่า?” เพื่อนคนหนึ่งถาม
“เขางานยุ่ง ฉันไม่รู้เหมือนกัน” เวินจือหนิงตอบส่ง ๆ
“อ๋อ หนิงหนิงทำเล็บใหม่วันนี้ด้วย ของร้านไหนเหรอ?” เพื่อนที่เห็นเล็บใหม่ของเธอร้องชม “ทำออกมาสวยจัง”
“คนที่บ้านฉันทำให้ ใช้เวลาตั้งนานแน่ะ” เวินจือหนิงมองเล็บตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ
เล็บนี้หลู่ฉีถิงทำให้เธอเมื่อคืน ตอนกลับมาถึงบ้าน
เขาบอกว่าตอนอู้งานอยู่ในห้องทำงาน เขาลองคิดลองทำอยู่นาน
ตั้งใจทำเสร็จแล้วจะขอรางวัลสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะดึกเกินไป เวินจือหนิงไม่ยอมทำอะไรต่อ เขาก็ไม่ได้พูดอะไร แค่ขยับเข้ามากอดเธอ เตรียมจะนอน
ยังพูดอีกว่า “ก็ได้ งั้นสามีขอกอดเธอไว้ จะได้หลับง่ายขึ้น วันนี้อยู่ห้องทำงานเหนื่อยมาก แต่หลับไม่ลงเลย”
เขากำลังจะหลับตา ผู้ช่วยก็โทรศัพท์มาหา เขาไม่อยากรับ แต่ก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องจริง ๆ จึงลุกจากเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย
