เฮ่อวี้เหิงกุมมือเวินจือหนิงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้เธอไป
เวินจือหนิงจึงอยู่ที่โรงพยาบาล อยู่เป็นเพื่อนเขากินข้าว
เพิ่งยอมรับความรู้สึกในใจกันไป พฤติกรรมย่อมกล้าและไร้การยับยั้งกว่าที่เคย
ข้าวยังกินไม่เสร็จ เฮ่อวี้เหิงก็โอบเธอมาจูบ เสื้อคนไข้ที่สวมอยู่ปลดกระดุมออกสองสามเม็ด แล้วถูกเขากระชากทิ้งไปข้าง ๆ
ไม่นานก็ร่วงลงไปกองกับเสื้อของเวินจือหนิงบนพื้น
เฮ่อวี้เหิงดึงของเธอออกมาขยำเป็นก้อนยัดใส่กระเป๋าตัวเอง แล้วสอดใส่เข้าไปพลางหอบหายใจ
นี่คือการมีกันและกันครั้งแรกที่แท้จริง ในยามมีสติ ในยามที่ทั้งคู่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นมีตัวตน หลอมรวมกายแนบชิด กอดแน่นตายก็ไม่ยอมพราก
เวินจือหนิงกุมศีรษะเขาไว้ ตรงหน้ามีกำแพงเป็นฉากหลัง เธอโยกไหวจนเห็นภาพซ้อน
แต่เดิมพวกเขาก็ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ซบไหล่กระซิบกระซาบ สบตาเพียงชั่วแวบก็สื่อถึงความเข้าใจและความรักที่ซ่อนอยู่
ตอนนี้ยิ่งไม่อยากพรากจากกันเลย
*
ตอนเวินจือหนิงออกไปแล้ว เฮ่อวี้เหิงยังเอาแต่เคลิ้มฝัน ลูบริมฝีปากพลางยกยิ้มไม่หยุด
โคตรเสียว โคตรฟิน
เวินจือหนิงกับเขาเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นคู่ที่สวรรค์สร้างกันมาแต่แรก
จนกระทั่งได้รับข้อความทักทายจากพ่อตัวเอง เฮ่อวี้เหิงถึงได้สีหน้าเข้มงวดขึ้นมา
น่าจะต้องสืบสวนสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุรถชนแล้วล่ะ
ป้ายทะเบียนกับรุ่นรถเขาก็อยู่ตรงนั้น ใครมันจะบ้าเข้ามาชนรถเขากัน
ตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
คนที่มาคือหลิวอวิ๋นซีกับพวกอีกสองคน
“อ้าว? พี่หนิงไม่อยู่เหรอ?” หลิวอวิ๋นซีถาม
“คิดยังไงก็เป็นไปไม่ได้ ข้างกายพี่เหิงจะมีไม่มีเงาพี่หนิงได้ยังไง” เว่ยหัวว่า
เฮ่อวี้เหิงยกยิ้มไม่หุบ “เธอเพิ่งกลับไป”
