เวินจือหนิงยืนอยู่ตรงประตู เคียงข้างเซี่ยชิงซู่ เงียบไม่พูดอะไร
ตงอิงอิงก็ไม่พูดเช่นกัน เธอรู้สึกอยู่ตลอดว่าคนกลุ่มนี้รวมหัวกันมาแกล้งเธอ
กระเป๋าเดินทางของเธอวางอยู่ตรงประตูพอดี เซี่ยชิงซู่ยกเท้าเตะเบา ๆ กระเป๋าก็ไถลจากในห้องออกไปนอกประตู
เวินจือหนิงยิ้ม “ดูท่าพี่อิงอิงจะยอมแล้วสินะ งั้นก็ดีเลย”
ตงอิงอิง “?”
เธอยังไม่ทันพูดอะไรสักคำเพื่อต่อต้าน ทำไมถึงกลายเป็นยอมไปได้?
“ไม่ใช่ คือว่า...” ตงอิงอิงพยายามจะหาเหตุผลมาโต้แย้ง
นี่เป็นห้องที่เธอตั้งใจเลือก แถมเมื่อเช้ายังโต้เถียงกับแขกรับเชิญหญิงคนหนึ่งอย่างมีเหตุผลเพื่อแย่งห้องนี้มา
จากตรงนี้มองเห็นต้นท้อด้านนอก รวมถึงวิวริมทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกล
แต่ตอนนี้กระเป๋าเดินทางถูกเตะออกไปนอกประตูแล้ว ถ้าเธอลากกลับเข้ามาแล้วเถียงต่ออีก เรื่องนี้คงกลายเป็นประเด็นให้คนโจมตีเธออีกแน่
ตงอิงอิงกัดฟัน หิ้วกระเป๋าเดินทางขึ้นชั้นบนไปยังห้องเดียวที่ยังไม่มีใครเลือก
เหล่าแขกรับเชิญหญิงเห็นเธอเสียท่าก็พอใจ แล้วเดินลงบันไดไป
แขกรับเชิญชายช่วยเวินจือหนิงยกกระเป๋าเดินทางเข้ามา ส่วนเซี่ยชิงซู่ลงไปยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วออกไปเสิร์ฟ
“อย่าลืมลงมากินข้าวนะ” ก่อนออกจากห้อง เขาบอกเวินจือหนิงไว้ประโยคหนึ่ง
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
“โฮ่ง โฮ่ง”
ทันทีที่เวินจือหนิงพูดจบ คำว่า “ไม่ต้องเกรงใจ” ของเซี่ยชิงซู่กับเสียงเห่าตอบอย่างดีใจของช่ายก็ดังขึ้นพร้อมกัน
