หัวใจของเซี่ยหลินอวี่พลันเต้นรัวจนควบคุมไม่อยู่
เขาชะงักนิ่งอยู่กับที่ จ้องหลู่ซางหลิงไม่วางตา สายตาเผลอไผลไปหยุดอยู่บนริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อของนาง
ส่วนโค้งของริมฝีปากนางงดงามเป็นพิเศษ เนินปากนูนขึ้นเล็กน้อย เปล่งประกายชุ่มฉ่ำ ดูเย้ายวนราวกับกำลังรอให้ใครลิ้มลอง
เซี่ยหลินอวี่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ลูกกระเดือกขยับวูบ ลมหายใจทั้งหนักและกระชั้น เขาบังคับตัวเองให้ละสายตา
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
หลู่ซางหลิงลุกขึ้นจากเตียง เงยหน้ามองเซี่ยหลินอวี่
แววเลื่อนลอยในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและใคร่ครวญอย่างบริสุทธิ์ใจ
“งั้นเราลองกันดู”
ตอนหลู่ซางหลิงพูดประโยคนี้ นางไม่มีท่าทีเหนียมอายแม้แต่น้อย เอ่ยออกมาตรง ๆ ราวกับนี่เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว
ทั้งยังไม่กังวลเลยว่าจะถูกปฏิเสธ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่นใจของคนที่ได้รับความรักเอ็นดู
นอกหน้าต่างราตรีมืดมิด ภายในห้องมีเพียงโคมข้างเตียงดวงหนึ่งส่องสว่าง
ใบหน้าของเซี่ยหลินอวี่อยู่ในเงาสลัวครึ่งหนึ่ง สายตาหนักแน่นราวกับจับต้องได้ทอดลงบนใบหน้าของหลู่ซางหลิง
เขาก้มตัวลง ยกมือขึ้นใช้นิ้วหัวแม่มือลูบผ่านริมฝีปากล่างของนางช้า ๆ น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “หลู่ซางหลิง พี่เป็นพี่ชายนะ”
ประโยคนี้ฟังคล้ายคำเตือน
และคล้ายโซ่ตรวนที่พันธนาการพี่น้องทั้งสองเอาไว้
“ก็เพราะเป็นพี่ชาย พี่ถึงยิ่งควรสอนข้าไม่ใช่หรือ?”
หลู่ซางหลิงเอ่ยต่อโดยไม่รอให้เซี่ยหลินอวี่ตอบ “หรือพี่อยากให้คนอื่นมาสอนข้า?”
เซี่ยหลินอวี่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในอก
เหตุผลบอกเขาว่าน้องสาวเมาแล้ว เขาไม่ควรฉวยโอกาสตอนนางเผลอ
