เสียงหัวใจของนาง
เต้นกระทบฝ่ามือของเขาเป็นจังหวะผ่านเนื้อผ้า
“หลวงพี่ ท่านไม่คิดจะให้ข้าได้ตอบแทนด้วยการมอบกายให้จริงหรือ?”
เสียงของลู่ซางหลิงแผ่วเบาและอ่อนหวาน แฝงเสน่ห์เย้ายวนราง ๆ
เมื่อเห็นจี้จ้าวเงียบงันไม่เอ่ยวาจา ลู่ซางหลิงก็ใจกล้าชักนำมือเขาให้ลูบไล้...
“พอแล้ว” จี้จ้าวหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนดึงมือกลับ
ลู่ซางหลิงเอียงกายเล็กน้อย ช้อนตามองจี้จ้าว แววตาฉายความหม่นหมองอยู่บ้าง
จี้จ้าวหลุบแพขนตา แววตาสงบนิ่งและห่างเหิน น้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
“อุบาสิกา นี่คือวิธีการของพรรคมารของเจ้าหรือ”
จี้จ้าวคล้ายกำลังถามนาง และคล้ายกำลังเตือนสติตนเอง
สายลมยามค่ำคืนพลันสงบนิ่ง
ธงมนตร์บนชายคาหยุดพลิ้วไหว ราวกับกำลังกลั้นหายใจรอคอยบางสิ่ง
ดวงตาของลู่ซางหลิงแดงเรื่อ นางเม้มริมฝีปากล่างเบา ๆ ก่อนถามอย่างไม่เข้าใจว่า “...พรรคมารอะไรกัน ข้าไม่เข้าใจ”
“อุบาสิกา ไยต้องหลอกตนเองด้วย”
ลู่ซางหลิงพลันหัวเราะขึ้นมา
“หลวงพี่ ท่านรู้ตั้งแต่เมื่อใด?”
“ปิ่นของเจ้าชุบยาพิษไว้ ทั้งยังพกอาวุธลับ กระดิ่งเงินที่ข้อมือก็ซ่อนกลิ่นหอมปลิดชีพ” จี้จ้าวมองนาง น้ำเสียงราบเรียบ “วิธีการเช่นนี้หาใช่แนวทางของสำนักฝ่ายธรรมะไม่”
ลู่ซางหลิงเข้าใจความหมายของเขา จึงหัวเราะอีกครั้ง
“หมายความว่า ตั้งแต่แรกที่เห็นข้า ท่านก็รู้แล้วว่าข้าเป็นคนของพรรคมาร”
จี้จ้าวพยักหน้าเบา ๆ
ลู่ซางหลิงเอียงศีรษะมองเขา มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ ดวงตาเผยความฉงนราวกับไร้เดียงสาต่อโลก
“เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงช่วยข้า?”
ธรรมะกับอธรรมไม่อาจอยู่ร่วมกัน
ต่อให้เขาไม่สังหารนาง ก็ไม่ควรช่วยนาง
