เช้าวันถัดมา เซี่ยหลินอวี่ขับรถไปส่งหลู่ซางหลิงถึงหน้าตึกคณะวิจิตรศิลป์
หลังช่วยหลู่ซางหลิงยกกระเป๋าเดินทางกับขาตั้งภาพขึ้นรถบัสแล้ว เซี่ยหลินอวี่ก็กำชับนางว่า “พอถึงแล้วอย่าลืมส่งข้อความบอกพี่นะ”
“รู้แล้วน่า”
หลู่ซางหลิงหันหลังเดินขึ้นรถบัส แล้วนั่งลงตรงที่นั่งริมหน้าต่างซึ่งเหวินซวงจองไว้ให้นาง
นางเปิดหน้าต่าง เอนตัวออกไปโบกมือให้เซี่ยหลินอวี่ที่ยังไม่ยอมกลับ
เซี่ยหลินอวี่จับตามองหลู่ซางหลิง ก่อนยกมือขึ้นเลียนแบบนางแล้วโบกเบา ๆ
ครูผู้ดูแลทริปขานชื่อจนแน่ใจว่ามากันครบแล้ว จึงบอกคนขับรถว่า “ออกเดินทางได้”
เครื่องยนต์ติดขึ้น หลู่ซางหลิงละสายตากลับมา แล้วเอนพิงพนักเก้าอี้
เซี่ยหลินอวี่มองรถบัสที่ค่อย ๆ แล่นจากไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ข่มความอาลัยอาวรณ์ในใจ ก่อนหันหลังขึ้นรถขับไปบริษัท
สัญญาณโทรศัพท์ในเขตภูเขาติด ๆ ดับ ๆ
ข้อความที่หลู่ซางหลิงส่งให้เซี่ยหลินอวี่จึงขาด ๆ หาย ๆ บางครั้งก็ส่งติดกันหลายข้อความ บางครั้งก็ต้องรอนานแสนนานกว่าจะมีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาสักข้อความ
ระหว่างนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน เซี่ยหลินอวี่อดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ กลัวว่าจะพลาดข้อความจากหลู่ซางหลิง
สี่ทุ่ม เซี่ยหลินอวี่ขับรถไปพลาง เปิดเพลงจากเพลย์ลิสต์ของหลู่ซางหลิงไปพลาง
ระหว่างรอสัญญาณไฟแดง เซี่ยหลินอวี่หันไปมองเบาะข้างคนขับโดยไม่รู้ตัว แต่บนเบาะกลับว่างเปล่า
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกราวกับในใจก็ว่างโหวงไปด้วย
