บทที่ 5 ไอ้โรคจิต
ฉินเฟิงรับสายเซียวปัวแล้วก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อวานเพิ่งย้ายเขามาที่นี่ วันนี้กลับย้ายเขากลับไป แถมยังรีบร้อนขนาดนี้
การได้กลับไปทำให้ฉินเฟิงดีใจมาก เขาไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว
ฉินเฟิงลากกระเป๋าเดินต่อไปอีกกว่าชั่วโมงก็กลับมาถึงสำนักงานกิจการพลเรือน
พอเข้าไป ฉินเฟิงก็เจอหยางเต๋อหลินอีกครั้ง
หยางเต๋อหลินเห็นฉินเฟิงเข้ามาก็เบิกตาจ้องเขม็งถามว่า “มึงมาที่นี่ทำไม? ใครอนุญาตให้มึงกลับมาจากสถานสงเคราะห์คนชรา?”
“ขอโทษด้วยนะครับ ผอ.เซียวให้ผมกลับมา” ฉินเฟิงยิ้มบางๆ ก่อนวางเป้ลงบนโต๊ะทำงานของตน
“ไอ้เซียวอ้วน? บังอาจนักนะ?” หยางเต๋อหลินเดือดขึ้นมาทันที หันหลังผลุนผลันเข้าไปในห้องทำงานของเซียวปัวที่อยู่ติดกัน
ฉินเฟิงไม่รู้ว่าหยางเต๋อหลินกับเซียวปัวคุยอะไรกันบ้าง ได้ยินแค่เสียงหยางเต๋อหลินด่าแม่ดังมาจากห้องข้างๆ
ไม่นานหยางเต๋อหลินก็เดินออกมาจากห้องทำงานของเซียวปัว พูดกับฉินเฟิงด้วยท่าทีเย็นชา “ไอ้หนู มึงคิดว่ามีนังหูเจียอวิ๋นหนุนหลังแล้วมึงจะทำอะไรตามใจชอบได้รึไง?”
ฉินเฟิงไม่รู้ว่าหยางเต๋อหลินพูดถึงเรื่องอะไร ชื่อหูเจียอวิ๋นเขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
“ที่นี่ที่ปี้ซาน นายอำเภอหวังต่างหากที่เป็นใหญ่ มึงอย่าเพิ่งดีใจไป เรื่องนี้ยังไม่จบ ถ้ากูไม่ไล่มึงออกจากสำนักงานกิจการพลเรือนได้ กูก็เสียชาติเกิดที่คลุกคลีอยู่ในปี้ซานมาหลายปีแล้ว” หยางเต๋อหลินพูดอย่างดุร้ายแล้วเดินจากไป
หลังเลิกงาน ฉินเฟิงถือกุญแจที่หยางเต๋อหลินให้ลากกระเป๋าเดินออกมาจากที่ว่าการอำเภอ ถามทางไปเรื่อยจนถึงโรงเรียนมัธยม ใช้เวลาเดินประมาณยี่สิบนาที
เมื่อฉินเฟิงใช้กุญแจเปิดประตูหอพักเข้าไปก็อึ้งไปเลย ที่นี่มันคือหอพักนักเรียนร้างชัดๆ
ในหอพักนอกจากเตียงเหล็กสองชั้นหกเตียงแล้วก็ไม่มีอะไรเลย มีแต่ขยะเกลื่อนพื้นส่งกลิ่นเหม็นเน่า
ฉินเฟิงยืนอยู่ในหอพักจุดบุหรี่สูบ งงอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้
“แม่งเอ๊ย เพื่อแก้แค้นกูนี่เล่นถึงขั้นทำได้ทุกอย่างไม่เลือกหน้าเลยนะ!”
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนหกโมง ฉินเฟิงก็ถูกเสียงออดโรงเรียนปลุกให้ตื่น พวกนักเรียนเริ่มวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าที่สนามกันแล้ว ทั้งโรงเรียนคึกคักมาก
ฉินเฟิงก็เปลี่ยนชุดวอร์มลงมาที่สนาม การวิ่งตอนเช้าเป็นนิสัยที่ฉินเฟิงทำมานานหลายปี การที่โรงเรียนมีสนามนี่คือ “เรื่องเซอร์ไพรส์” เรื่องเดียวของฉินเฟิงหลังจากมาที่ปี้ซาน
ฉินเฟิงเพิ่งเริ่มวิ่ง มองไปไกลๆ ก็เห็นอีกคนกำลังออกกำลังกายอยู่ที่สนามเช่นกัน
นั่นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่หูฟังสำหรับออกกำลังกาย สวมชุดออกกำลังกายรัดรูป การแต่งตัวแบบนี้ในพื้นที่แบบนี้พบเห็นได้ยาก และดูแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้หญิงคนนั้นหุ่นดีมาก ในชุดออกกำลังกายรัดรูปยิ่งขับเน้นให้เห็นสัดส่วนที่งดงามชวนใจเต้น
ฉินเฟิงวิ่งรอบสนาม ผู้หญิงก็วิ่งรอบสนามเช่นกัน
เมื่อทั้งคู่วิ่งเข้ามาใกล้กัน ฉินเฟิงก็แอบมองผู้หญิงคนนั้นเงียบๆ ก็ต้องตะลึงในความงามราวกับเทพธิดา
เขาใช้ชีวิตอยู่ในมหานครนานาชาติอย่างเซี่ยงไฮ้มาหลายปี เจอผู้หญิงสวยมาทุกรูปแบบ แต่ไม่เคยเห็นผู้หญิงที่งดงามเช่นนี้มาก่อน งดงามจนฉินเฟิงแทบลืมหายใจ
ผู้หญิงคนนั้นอายุประมาณสามสิบต้นๆ ผมยาวสยาย ใบหน้างดงาม รูปร่างอรชร มีความงามดั่งนางฟ้าที่ไม่แปดเปื้อนเรื่องทางโลก และยังมีเสน่ห์เย้ายวนแบบผู้หญิงที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แต่งหน้า แต่กลับให้ความรู้สึกประณีตอย่างที่สุด
ฉินเฟิงวิ่งไปพลางอดไม่ได้ที่จะแอบมองใบหน้าด้านข้างที่สมบูรณ์แบบและผิวขาวนวลเนียนของผู้หญิงคนนั้นจนแทบละสายตาไม่ได้
ตอนที่ฉินเฟิงแอบมองผู้หญิงอยู่นั้น ฝ่ายหญิงเหมือนจะรู้สึกตัวได้ หันมามองฉินเฟิง
“มองแล้วสวยดีไหม?” ผู้หญิงถามฉินเฟิงด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฉินเฟิงตะลึงไปครู่หนึ่ง รู้ว่าผู้หญิงเข้าใจผิดคิดว่าเขาแอบมอง จึงรีบอธิบายว่า “คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผม...ผมไม่ได้แอบมองคุณ ผมก็แค่วิ่งอยู่”
ฉินเฟิงเองก็รู้สึกว่าคำอธิบายนั้นฟังดูอ่อนไปหน่อย แม้เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบมองผู้หญิง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาหลงใหลในความงามของเธอเลยมองไปหลายตา
ผู้หญิงคนนั้นมองฉินเฟิงอีกครั้ง สายตาเหยียดหยามสุดๆ แล้วก็เดินตรงออกจากลู่ไป ขึ้นตึกหลังหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าฉินเฟิง
“ผมถูกมองว่าเป็นไอ้โรคจิตแล้วงั้นเหรอ?” ฉินเฟิงยิ้มขมๆ แล้วก็หมดอารมณ์จะวิ่งต่อ กลับหอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า มุ่งหน้าไปที่ทำงาน
เพิ่งมาถึงออฟฟิศ ก็เห็นหยางเต๋อหลินเดินเข้ามา ถามฉินเฟิงด้วยรอยยิ้ม “ไอ้หนู เมื่อคืนนอนสบายดีไหม?”
“คุณนอกจากเล่นตุกติกเหมือนเด็กๆ แล้วยังทำอะไรเป็นอีก?” ฉินเฟิงแสยะเยาะ
“เหอะๆ ตุกติกเหมือนเด็กงั้นรึ? อีกเดี๋ยวจะได้เจอเซอร์ไพรส์ใหญ่เลย” หยางเต๋อหลินหัวเราะเย็นพลางเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเอง
ฉินเฟิงขี้เกียจสนใจ ทำเอกสารของตัวเองต่อ
ไม่กี่นาทีต่อมา มือถือฉินเฟิงก็ดังขึ้น เป็นเสี่ยวหลิวจากออฟฟิศโทรมา
“ฉินเฟิงใช่ไหม นายเก็บของแล้วไปทำงานที่อ่างเก็บน้ำปี้ซานเดี๋ยวนี้”
“อ่างเก็บน้ำปี้ซาน? ให้ไปทำอะไรครับ? ผมไม่ได้อยู่สำนักงานกิจการพลเรือนแล้วเหรอ?” ฉินเฟิงงุนงงมาก
“นี่นายอำเภอสั่งการด้วยตัวเอง นายถูกย้ายออกจากสำนักงานกิจการพลเรือนแล้ว ต่อไปก็อยู่ที่อ่างเก็บน้ำปี้ซาน รีบไปได้แล้ว!” อีกฝ่ายวางมาดกร่างมาก พูดจบก็วางสาย
ฉินเฟิงวางมือถือ มองหยางเต๋อหลินที่ทำท่าทางกระหยิ่มยิ้มเยาะ ในใจพลันเข้าใจกระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้น
“เป็นไง? เซอร์ไพรส์นี้ใหญ่ไหม? ยังเป็นตุกติกเหมือนเด็กอยู่อีกไหม?” หยางเต๋อหลินถามพลางหัวเราะ
ฉินเฟิงมองหยางเต๋อหลินอย่างเย็นชา “คุณเป็นคนทำใช่ไหม?”
“อืม ใช่ กูทำเอง” หยางเต๋อหลินไม่ปิดบัง “พฤติกรรมต่ำทราม” ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“ทำไม? ผมกับคุณไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือรู้จักกันมาก่อน คุณตามรังควานผมตลอดเลยเพราะอะไร?”
“ไม่มีเพราะอะไรหรอก กูแค่ขวางตามึง ไม่อยากให้มึงสุขสบาย แล้วก็ไม่อยากให้มึงอยู่ต่อในสำนักงานกิจการพลเรือน”
“ได้! หยางเต๋อหลิน จำคำพูดผมไว้ให้ดี ผมจะต้องกลับมาให้ได้!” ฉินเฟิงพูดกับหยางเต๋อหลินทีละคำอย่างหนักแน่น
“กลับมา? มึงยังคิดจะกลับมาอีกเหรอ? กูบอกมึงเลย ครั้งนี้นายอำเภอเป็นคนย้ายมึงออกไปเอง ต่อให้มึงไปเรียกนังหูเจียอวิ๋นมาก็ไร้ประโยชน์”
“ไอ้หนู ถ้ามึงกลับมาได้อีก ตั้งแต่นี้ไปกูจะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลมึงเลย” หยางเต๋อหลินพูดเสียงแข็ง
“หยางเต๋อหลิน บางทีก็อย่าพูดยืนยันมั่นหมายนักเลย ระวังจะกินคำตัวเอง” ฉินเฟิงพูดจบก็เดินออกจากสำนักงานกิจการพลเรือนไป