“เจ้า... เจ้าหมายความว่า ให้เจิ้นสร้างฝ่ายตะวันออกขึ้นมาใหม่หรือ”
ฉงเจินตรัสด้วยความตกตะลึง “มิได้ หมู่ขุนนางในราชสำนักไม่มีทางเห็นด้วย ในปีนั้นเว่ยเยียนกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ นำความวุ่นวายมาสู่ราชสำนัก ผู้จงรักภักดีนับไม่ถ้วนต้องตายอย่างน่าอนาถภายใต้คมดาบของฝ่ายตะวันออก ทั่วทั้งราชสำนักล้วนรังเกียจฝ่ายตะวันตะวันออกยิ่งนัก! หากจะสร้างขึ้นมาใหม่จริง ๆ เพียงแค่น้ำลายของหมู่ขุนนางก็ท่วมเจิ้นถึงตายได้!”
หวังเฉิงเอินหัวเราะเยาะ “ฝ่าบาท ราชบัลลังก์ต้าหมิงใกล้จะล่มจมอยู่รอมร่อแล้ว ยังจะทรงกังวลกับน้ำลายของหมู่ขุนนางอีกหรือ เหตุใดพวกเขาจึงคัดค้าน หากมีฝ่ายตะวันออกขึ้นมาอีก เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงของพวกเขาจะยังปิดบังไว้ได้อย่างไร แล้วพวกเขาจะยังควบคุมราชสำนัก บงการพระทัยของฝ่าบาทได้อย่างไร”
“สมัยที่เว่ยเยียนยังอยู่ แม้จะเหิมเกริมและทำชั่วทุกอย่าง แต่มีข้อหนึ่ง ราชสำนักไม่เคยขาดแคลนเงิน ในเวลานั้นท้องพระคลังมีเงินเหลือเฟือทุกปี มิใช่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว...”
“หุบปาก!”
ฉงเจินตรัสเสียงต่ำ “เว่ยเยียนยังกล้าขนานนามตนเองว่าหมื่นปี วางแผนคิดร้าย แม้แต่พระเชษฐภคินีก็ยังกล้าทำร้าย ชั่วร้ายอภัยมิได้! เจ้าคิดจะเป็นเว่ยเยียนคนที่สองหรืออย่างไร แล้วอีกอย่าง ปัญหาเหล่านี้มีมาเนิ่นนานแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งมาบอกเจิ้นในตอนนี้”
หวังเฉิงเอินรีบคุกเข่า เสียงร้อนรน “ฝ่าบาททรงอภัยด้วย เมื่อเดือนก่อน ลั่วหยางซิ่งทูลฟ้องโจวเหยียนหยูว่าขลาดศึก แอบอ้างความดีความชอบ ทรงมีรับสั่งให้ป้าไฉร่วมกับท่านลั่วหยางซิ่งออกนอกวังไปไต่สวนคดีของโจวเหยียนหยู ป้าไฉจึงได้มีโอกาสสัมผัสความทุกข์ยากของราษฎร”
“เมื่อป้าไฉได้ยินว่าไข่ไก่ฟองละสองเหวิน ตกใจไม่น้อยเช่นกัน ขันทีคนสนิทที่อยู่รอบพระองค์และอัครมหาเสนาบดีเสื่อมทรามถึงเพียงนี้ ลองเทียบดูแล้ว ขุนนางทั้งหลายในราชสำนักจะเป็นเช่นไร ก็รู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยแล้ว!”
ระหว่างทางที่มา หวังเฉิงเอินก็เริ่มคิดหาทางให้ฉงเจินไว้วางใจแล้ว เพราะเพียงแค่ตนปากเปล่าเปิดโปงปัญหาเหล่านี้ ถ้าพูดเบาก็เป็นการประจบสอพลอ ถ้าพูดหนักก็คือรู้แล้วไม่ทูล ปิดบังหลอกลวงองค์จักรพรรดิ!
ฉงเจินเพิ่งนึกได้ว่า เดือนก่อนเคยส่งเขาออกนอกวังไปจัดการเรื่องโจวเหยียนหยู ระหว่างนั้นได้พบเจอเรื่องพวกนี้ นับว่าสมเหตุสมผล
ฉงเจินตรัสเสียงเย็น “แต่นั่นก็ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว เจ้าเพิ่งมาบอกเจิ้นตอนนี้ สองเดือนนี้เจ้าไปทำอะไร”
หวังเฉิงเอินยิ้มขื่น “ฝ่าบาท เรื่องนี้พัวพันถึงทั้งยี่สิบสี่กรม และยังลามไปถึงขุนนางทั่วราชสำนัก หากป้าไฉเปิดโปงเรื่องนี้ ย่อมต้องถูกคนพวกนั้นรุมกันโจมตีอย่างแน่นอน เกรงว่าป้าไฉนี่แหละที่จะถูกน้ำลายท่วมตาย...”
“แล้วเหตุใดอยู่ ๆ วันนี้เจ้าถึงยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา”
ฉงเจินจ้องหวังเฉิงเอินเขม็ง ตรัสถามอย่างเยือกเย็น
หวังเฉิงเอินส่ายหน้า “ป้าไฉแอบสืบสวนมาตลอด เดิมตั้งใจจะให้ทุกอย่างกระจ่างแล้วจึงค่อยทูลฟ้อง แต่ซุนตูซือปราชัย ทัพแตก โจรฉ่วงหนีเซี่ยนยึดส่านซีและเหอหนานไปเกือบหมดแล้ว ราชสำนักของเราบัดนี้จะเอากำลังพลก็ไร้พล จะเอาแม่ทัพก็ไร้แม่ทัพ จะเอาเงินก็ไร้เงิน ถึงคราวคับขันที่สุดแล้ว ป้าไฉจึงจำต้องเสี่ยงเอาหัวไปฟ้องฝ่าบาท”
หวังเฉิงเอินทูลต่อไป “ฝ่าบาท ป้าไฉมิได้คิดเป็นเว่ยเยียนคนที่สอง ป้าไฉใคร่เป็นเพียงดาบที่คมที่สุดในพระหัตถ์ของฝ่าบาท เฉกเช่นขันทีซานเป่า คอยขจัดความกังวลให้ฝ่าบาท!”
“บัดนี้โจรฉ่วงหนีเซี่ยนเหิมเกริมร้ายกาจยิ่งนัก ทางเหนือยังมีเจี้ยนลู่คอยจ้องยึดแผ่นดินกลางไม่เว้นวาย จะปราบกบฏและขับไล่ข้าศึก จำเป็นต้องมีกำลังพลและแม่ทัพ จะได้กำลังพลและแม่ทัพก็ต้องระดมทหาร จะระดมทหารก็ต้องมีเงิน แต่ราชสำนักไร้เงินแล้ว หากจะระดมเงินและเสบียงในเวลาอันสั้น มีเพียงหนทางเดียวคือไต่สวนฉ้อราษฎร์บังหลวง ยึดทรัพย์ขุนนางโกง!”
ฉงเจินนิ่งเงียบ การสร้างฝ่ายตะวันออกขึ้นใหม่ย่อมต้องมีอุปสรรคมากมาย แต่คำของหวังเฉิงเอินมีเหตุผลอย่างยิ่ง...
หวังเฉิงเอินทูล “ฝ่าบาท จะแก้ทางตันนี้ ต้องจัดระเบียบฝ่ายรักษาความปลอดภัย สอดส่องเหล่าขุนนาง เข้มงวดปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้พวกหนอนพวกนี้คายเงินที่โกงมาแตะละอีแปะจะขาดมิได้ ต่อให้แค่จัดการพวกหนอนในวัง ไม่ต้องถึงในหมู่ขุนนาง อย่างน้อยก็ยึดเงินได้ไม่ต่ำกว่าล้านตำลึง มีเงินแล้วจะกังวลอะไรว่าไม่มีทหารฝีมือดี”
“นี่...”
ฉงเจินทรงลังเล “เจิ้นต้องทรงคิดดูก่อน...”
หวังเฉิงเอินยิ้ม “ฝ่าบาท แท้จริงแล้วต่อให้ทรงคิดก็ไร้ประโยชน์ จะพิสูจน์ว่าป้าไฉพูดจริงหรือไม่ ต้องการหลักฐาน วิธีที่ดีที่สุดคือปลอมพระองค์เป็นสามัญชนเสด็จนอกวัง ไปสัมผัสกับราษฎรสักครั้ง ย่อมรู้เองว่าควรทำเช่นไรต่อไป”
“นอกวังหรือ”
ฉงเจินตรัสอย่างงุนงง “ออกไปนอกวังจะมีประโยชน์อะไร”
หวังเฉิงเอินยิ้ม “เราไปตลาดราษฎรสักครั้ง ฝ่าบาทก็จะทรงทราบว่ากรมพระเครื่องต้นยักยอกเงินหรือไม่ เราไปหอเถียนเซียง สถานเริงรมย์ชื่อดังในเมืองหลวงสักครั้ง ฝ่าบาทก็จะทรงทราบว่าขุนนางทหารและพลเรือนพวกนั้นมีเงินจริงหรือไม่”
“ทุกอย่างฟังมาไม่เท่ากับเห็นด้วยตา จะรู้ความจริงก็ต้องเห็นกับตาเท่านั้น มิเช่นนั้น ฝ่าบาทก็เป็นเพียงนกในกรงทอง ถูกกักอยู่ในวังหลวง ไม่มีวันรู้ทุกข์เข็ญของราษฎร...”
“นี่...”
ฉงเจินตรัสเสียงเบา “ปลอมเป็นสามัญชนออกนอกวัง หากขุนนางรู้เข้า เกรงว่าเจิ้นจะถูกพวกเขาสาดน้ำลายใส่จนหัวปักหัวปำอีก...”
หวังเฉิงเอินหัวเราะเยาะ “ฝ่าบาท อย่างที่ทูลไป ราชบัลลังก์ต้าหมิงใกล้จะล่มแล้ว ยังจะกังวลกับน้ำลายของขุนนางไปไย น้ำลายของขุนนางจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้หรือ”
ฉงเจินพระทัยสั่นสะท้าน ใช่แล้ว ไม่ว่าโจรฉ่วงหนีเซี่ยน หรือเจี้ยนลู่ ทุกครั้งที่ก่อความวุ่นวาย ขุนนางในราชสำนักมีใครออกความคิดดี ๆ ได้บ้าง
บัดนี้ไม่มีใครพึ่งพาได้แล้ว คนที่เจิ้นไว้ใจได้นั้น นอกจากหวังเฉิงเอินที่อยู่ตรงหน้า ยังมีใครอีก
“ทว่า มีข้อหนึ่ง...”
หวังเฉิงเอินยิ้มขื่น “หากขุนนางทั้งหลายรู้ว่าเป็นป้าไฉยุยงให้ฝ่าบาทเสด็จนอกวัง ย่อมต้องรุมกันโจมตีแน่ ถึงเวลาแล้วฝ่าบาทอย่าได้เอาป้าไฉไปสังเวยเชียวนะ มิเช่นนั้น ป้าไฉคงตายฟรี...”
ฉงเจินตรัสเสียงเย็น “สบายใจได้ เจิ้นยังไม่ถึงขั้นจับเจ้าเป็นแพะรับบาป ตราบใดที่ทุกอย่างเป็นอย่างที่เจ้าว่า ไม่ว่าใครจะให้เจิ้นประหารเจ้า เจิ้นก็จะประหารคนนั้นเสียก่อน! เลือกคนที่ไว้ใจได้สักสองสามคน บ่ายนี้เราออกจากวัง!”
หวังเฉิงเอินเสียงต่ำ “ป้าไฉจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
ในฐานะหัวหน้าขันทีกรมอาลักษณ์ หวังเฉิงเอินมีอำนาจในวังหลวงมากนัก เพียงแค่ออกคำสั่ง หาตัวขันทีฝีมือดีสามนายมาถวาย กราบทูลรับสั่งว่าฮ่องเต้กำลังทรงจัดการราชกิจในห้องทรงพระอักษร มิทรงพบผู้ใด เรื่องทั้งปวงไว้ค่อยว่ากันในราชสำนักเช้า
เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ฉงเจินก็เสด็จออกจากพระราชวังต้องห้ามภายใต้การอารักขาของหวังเฉิงเอิน
“หวังป้านป้าน...”
ฉงเจินเสด็จออกนอกราชวัง สูดอากาศแห่งอิสรภาพนอกราชวัง ตรัสว่า “เราจะไปไหนกันบัดนี้”
หวังเฉิงเอินยิ้ม “ฝ่าบาท ออกจากวังแล้วเราไปตลาดไช่ซื่อโข่วที่ใกล้ที่สุด พ่อค้าแม่ขายร้องเรียกลูกค้าทุกวัน ผลไม้ ผัก เนื้อวัวเนื้อแกะ มีครบทุกอย่าง”
“ถึงเวลาให้ขันทีน้อยจดราคาทั้งหมดไว้ กลับไปตรวจสอบบัญชีของกรมพระเครื่องต้นด้วยพระองค์เอง พวกเขาโกงไปเท่าไรก็ชัดแจ้งแล้ว!”