เสี่ยวหลินจื่อถูกพูดจนเขิน เกาหัวแล้วหัวเราะแหะๆ ยกแก้วเหล้าชนลู่เหวย์พลางพูดว่า “พี่ลู่ แก้วนี้ผมขอคารวะ ขอบคุณพี่ลู่ครับ”
“ยินดีด้วยๆ”
ลู่เหวย์ชนแก้วกับเขาแล้วจิบหนึ่งอึก
สวีเอ้อร์ชี้ไปยังหนุ่มร่างกำยำตัดผมเกรียนตรงข้ามอีกคน “แล้วก็พี่ต้าหลิว บ้านเดิมเล็กมาก ครอบครัวสี่คนอัดกันอยู่ในห้องเดียว หมุนตัวยังลำบาก
รอบนี้ได้เงินมา เปลี่ยนไปอยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีลานกว้าง เมียเขาดีใจจนร้องไห้”
ต้าหลิวเป็นหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ไหล่กว้างเอวหนา หน้าตาซื่อๆ ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้าง ยกแก้วเหล้าชนลู่เหวย์
“พี่ลู่ ขอบคุณครับ”
พูดจบก็ยกดื่มรวดเดียวหมด
ลู่เหวย์ยิ้ม แต่ในใจคิดว่า เจ้าหมอนี่อายุอ่อนกว่าพ่อฉันไม่กี่ปี ยังมาเรียกฉันว่าพี่อีก?
ลู่เหวย์มองคนเหล่านี้แล้วรู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย
ตอนแรกที่เขาขอให้สวีเอ้อร์ช่วย ก็เพราะเห็นว่าพวกเขาคุ้นทางแถวนี้ดี จะได้ช่วยกระจายสินค้าให้
ไม่คิดว่าธุรกิจเล็กๆ นี้จะช่วยยกระดับชีวิตพวกเขาได้ บางทีนี่อาจเป็นความหมายของการหาเงินก็ได้
“นี่พวกนายหาเองทั้งนั้น” ลู่เหวย์โบกมือพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันแค่ให้ช่องทาง งานพวกนายทำ เหงื่อพวกนายหลั่ง เงินพวกนายสมควรได้ พวกเราพี่น้องกัน อย่าพูดจากเกรงใจกันเลย”
สวีเอ้อร์ฟังแล้วพยักหน้าหงึกๆ รินเหล้าให้ลู่เหวย์อีกแก้ว แล้วเติมของตัวเองจนเต็ม
เขายกแก้วขึ้นแต่ไม่รีบดื่ม กลอกตามองไปมาเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ย
