หลังจากที่ลู่เหวย์ได้รูปถ่ายมาแล้ว เขาก็ไม่รีรอแม้แต่นาทีเดียว รีบขึ้นรถไฟขบวนกลางคืนมุ่งหน้าสู่เมืองปิงเฉิงในคืนนั้นเลย
รถไฟสีเขียวเข้มแล่นฉึกฉัก ๆ ไปในความมืด ไฟในตู้โดยสารสลัว ๆ สีเหลืองนวล เขาอยู่ในตู้รถนอนชั้นหนึ่ง ที่นอนว่างทั้งหมด ดูออกว่าเป็นการจัดมาเป็นพิเศษ
ลู่เหวย์นอนแผ่อยู่บนที่นอนอย่างสบายใจ นี่เราก็ได้สิทธิ์พิเศษกับเขาบ้างแล้วสิ
ถอดเสื้อนอกออกพับเป็นหมอนหนุน แล้วเอนตัวลงนอนบนเบาะ ดึงหมวกปิดหน้า ก็เคลิ้มหลับไป
รถไฟจอดเป็นระยะ ๆ ทุกครั้งที่ถึงสถานีก็จะมีเสียงดังโครมปลุกเขาให้ตื่น แล้วพอกลับมาเคลิ้มก็หลับต่ออีก คืนนั้นทั้งคืนไม่รู้ว่าตื่นมากี่ครั้ง
ถึงจะอึดอัดยังไงก็ต้องนั่งรถไฟไปแบบเรียบร้อย คิดจะบินกลับไปตรง ๆ คงเป็นไปไม่ได้แล้วละ
บนรถยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยอารักขาเขาโดยเฉพาะ ถ้าเขาหายวับไปดื้อ ๆ จะอธิบายยังไงล่ะ
ตกเย็นวันที่สอง รถไฟก็มาถึงสถานีเมืองปิงเฉิงในที่สุด
ลู่เหวย์ลงจากรถไปยืนอยู่บนชานชาลาสักพัก ขยับเนื้อขยับตัวคลายเส้น แล้วถึงหยิบถุงที่ใส่รูปถ่ายเดินออกจากสถานี
ลานหน้าสถานีพลุกพล่านไปด้วยผู้คน รถสามล้อ รถตู้ รถแท็กซี่เบียดเสียดกัน เสียงแตรดังประสานกันระงม
รถซานตานาสีดำคันหนึ่งมาจอดตรงหน้าลู่เหวย์พอดี เขากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกสองคนเปิดประตูขึ้นไปนั่ง แล้วบอกที่อยู่กับคนขับ คนขับก็เหยียบคันเร่ง รถพุ่งทะยานออกไป
พอไปถึงที่หมาย ฟ้าก็มืดแล้ว ไฟถนนสว่างขึ้น สีเหลืองสลัว
