โจวจื่อเหิงเพิ่งถูกปล่อยตัวพ้นข้อหาไร้มลทินเมื่อวานนี้เอง เขาพูดว่าเธอโง่ไปกี่ครั้งแล้ว?
จริงอยู่ ที่ผ่านมาเธอตาถั่วไปหลงรักเจียงอวี้ นั่นก็นับว่าโง่ของเธอจริงๆ
แต่นี่ก็ไม่ควรพร่ำว่าเธอโง่อยู่เรื่อยเลยนี่นา
หลินทิงทำแก้มป่องด้วยความขุ่นเคืองพลางหันไปมองวิวยามค่ำคืนที่แสงไฟเพิ่งสว่างเรียงรายอยู่นอกรถ แล้วไม่พูดอะไรอีก
การเอาคืนด้วยวิธีตาต่อตาฟันต่อฟันของเธอ ทำให้โจวจื่อเหิงยิ้มเยาะตัวเอง
เขาพูดว่าหลินทิงโง่ที่ไปคบกับผู้ชายชาติหมาเจียงอวี้
แล้วตัวเขาเองเล่า จะว่าไม่โง่ที่ไปหลงเชื่อเจียงอวี้ได้อย่างไร
รถแล่นมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง พอดีติดไฟแดง
โจวจื่อเหิงหันมามองหลินทิงที่นั่งแก้มป่องไม่พูดไม่จา
ใบหน้าแก้มป่องนี้ ซ้อนทับกับใบหน้าอันงดงามเมื่อครั้งวัยเด็ก
ความงดงามและความอิ่มเอิบในวันวานนั้น ไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว
กาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยแห่งความเหนื่อยยากไว้บนใบหน้าของเธอมากมาย
“หลินทิง ตอนนั้นผมนึกว่าเจียงอวี้จะต้องทำให้คุณมีความสุขแน่ๆ”
หลินทิงซึ่งพิงหน้าต่างรถ ยังคงมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนนี้อยู่
ถนนเส้นนี้หลินทิงจำได้ขึ้นใจ
ทุกครั้งที่เจียงอวี้พาเธอไปหาโจวจื่อเหิงเพื่อกินดื่มเที่ยวเล่น จะต้องผ่านถนนเส้นนี้ทุกครา
โจวจื่อเหิงในตอนนั้นเป็นคนพูดน้อย
แต่เขามักจะอยู่ดีๆ ก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมาในระหว่างที่กำลังหยอกล้อกัน แล้วบอกว่าให้เจียงอวี้ดีกับเธอไปตลอดชีวิต ไม่งั้นเขาจะหักขาหมอนั่นเสีย
ทุกครั้งเจียงอวี้ก็จะสาบานสักแต่ว่า ทั้งชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันทรยศเธอ
เมื่อหวนนึกถึงอดีตขึ้นมา ก็ไม่มีหลงเหลือความอบอุ่นหรือความหวานชื่นใดๆ ให้รู้สึกอีกเลย
นั่นมันคืออดีตอันโง่เขลาของเธอทั้งนั้น
“โจวจื่อเหิง คุณพูดถูก ฉันเองก็โง่เหลือเกินจริงๆ”
“เรื่องโง่ๆ ในอดีตนี่ พวกเราอย่าเอ่ยถึงกันอีกเลยนะ ได้ไหม?”
โจวจื่อเหิงยังคงนั่งรอไฟแดงอยู่ที่เบาะคนขับ
เขามองเธอนิ่งๆ “คุณยังรักเขาอยู่ ถึงได้เกลียดเขามากขนาดนี้?”
หลินทิงหันขวับมามองเขา “การเกลียดใครสักคนต้องใช้เรี่ยวแรงนะ”
เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะไปเกลียดใครทั้งนั้น
เธอแค่อยากอยู่ห่างๆ จากคนพวกนี้ แล้วไม่ต้องพบเจอกันอีกเลย
