คืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ในเมืองที่ชื่อว่าเมืองเหยากวงแห่งนี้ ทุกครัวเรือนต่างดับไฟเข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ เหลือเพียงแสงไฟจากเสาไฟริมทางที่ยังส่องสว่าง แสดงให้เห็นภาพของความสงบร่มเย็น
ทว่าในยามนี้ ณ ถนนอันมืดสลัว จู่ ๆ ก็มีเงาร่างสองสายพุ่งผ่านไป พวกเขาวิ่งด้วยความเร็วสูงประหนึ่งกำลังไล่ตามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
"ทางตัน?"
ชายผมเกรียนสีดำซึ่งเป็นหัวหน้าของทั้งสองคนขมวดคิ้วเล็กน้อย
"หายตัวไปได้ยังไง แถมยังไม่หลงเหลือกลิ่นอายเลยแม้แต่น้อย ไอ้อสูรกายเงาปีศาจนี่มันรับมือยากจริง ๆ!"
ชายอีกคนที่สวมแว่นตาสีหน้าเคร่งเครียดอย่างหนัก
"ไม่ได้ ต้องเร่งขยายพื้นที่ค้นหาให้มากขึ้น ภายในคืนนี้ต้องหามันให้เจอให้ได้ จะปล่อยให้อสูรกายที่บ้าคลั่งบุกเข้ามาในเมืองมนุษย์ไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นเรื่องใหญ่แน่!"
ชายผมเกรียนกำหมัดแน่น แววตาเปล่งประกายแสงสีน้ำเงินวาบหนึ่ง ในมือปรากฏการ์ดที่เปล่งแสงสีน้ำเงินออกมาแผ่นหนึ่งโดยไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
จากนั้นก็เรียกอินทรีดำขนาดใหญ่ออกมาจากการ์ด ทั้งสองกระโดดขึ้นไปบนหลังมัน และหายตัวไปในความมืด
......
ในเวลานี้ ณ ซอยมืดแห่งหนึ่งในเมืองเหยากวง ยังคงมีบ้านหลังหนึ่งที่ยังเปิดไฟอยู่
"เจ้างูน้อยจื้อหุน เจ้าจะเรียนรู้สกิลโจมตีได้ยังไงกันนะ!"
เด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีคนหนึ่งกำลังพร่ำบ่นกับงูน้อยสีขาวตัวเล็กจิ๋วความยาวไม่ถึงยี่สิบเซนติเมตรที่อยู่ตรงหน้า
ฟ่อ!——
งูน้อยจื้อหุนก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะใช้สกิลอะไรบางอย่าง แต่มันก็ทำไม่ได้ หน้าตาเล็ก ๆ ของมันแดงก่ำ
ต้วนอี้หมดแรงทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ มองดูงูน้อยจื้อหุนที่ไม่มีท่าทีว่าจะเอาไหน
เมื่อสามวันก่อน ต้วนอี้ได้ข้ามภพมาในขณะที่กำลังหลับด้วยเหตุผลที่ไม่อาจอธิบายได้
เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองได้มาอยู่ในโลกประหลาดนี้เสียแล้ว
ตอนแรกต้วนอี้นึกว่าตัวเองกำลังฝัน แต่หลังจากตบหน้าตัวเองไปหลายป้าบแล้วก็ยังไม่ตื่น เขาจึงจำใจยอมรับความจริง จากนั้นก็ใช้เวลาตลอดสามวันเต็มในการทำความเข้าใจโลกนี้อย่างถ่องแท้
โลกนี้แทบจะเหมือนกับโลกเดิมแทบทุกอย่าง ต่างกันเพียงแค่เมื่อประมาณสามพันกว่าปีก่อน โลกนี้ปรากฏรอยแยกแห่งมิติที่เชื่อมต่อกับโลกต่างมิติขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีกลุ่มชาติพันธุ์อสูรกายจำนวนนับหมื่นนับแสนหลั่งไหลออกมา
มนุษย์ในเวลานั้นไม่อาจต้านทานอสูรกายที่ทรงพลังเหล่านี้ได้เลย เกิดความสูญเสียอย่างหนักหน่วงถึงขั้นเสี่ยงต่อการถูกกวาดล้างเผ่าพันธุ์
แต่แล้วในช่วงเวลานั้นเอง กลับปรากฏรอยแยกแห่งมิติที่มหัศจรรย์อย่างยิ่งขึ้นมาหนึ่งแห่ง ภายในนั้นไม่มีเผ่าพันธุ์อสูรกายหลั่งไหลออกมา มนุษย์เพื่อความอยู่รอดจึงเสี่ยงเข้าไปในรอยแยกนั้น
จากที่นั่น มนุษย์ได้รับสืบทอดของนักผนึกการ์ดวิญญาณโบราณ เรียนรู้วิธีใช้พลังวิญญาณของตนเองสร้างการ์ดวิญญาณ รวมถึงใช้วิชาผนึกอันทรงพลังผนึกอสูรกายไว้ใน การ์ดวิญญาณ เพื่อให้พวกมันยอมจำนนต่อตนเอง
นับแต่นั้นมวลมนุษย์ก็ลุกขึ้นมา ยุคของนักผนึกการ์ดวิญญาณก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์!
และเผ่าพันธุ์อสูรกายนั้นก็มีมากมายหลากหลาย หนึ่งในนั้นที่พบได้บ่อยที่สุดคืออสูรป่า ส่วนที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมกว่าก็คืออสูรดุร้าย นอกจากนี้ก็ยังมีเผ่าพันธุ์พิเศษอีกมากมาย เช่น เผ่าพลังพิเศษ เผ่าปีศาจ เผ่าหินผา เผ่าพืชพันธุ์ เผ่าชีวะเหล็กกล้า......
ในบรรดาเผ่าพันธุ์อสูรกายต่าง ๆ เหล่านี้ ยังแบ่งเป็นธาตุต่าง ๆ มากมาย เช่น ธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุสายฟ้า ธาตุน้ำแข็ง เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถถูกนักผนึกการ์ดวิญญาณผนึกไว้ได้
อย่างไรก็ตาม หากต้องการผนึกอสูรกายที่แข็งแกร่งกว่า นักผนึกการ์ดวิญญาณเองก็ต้องมีระดับพลังฝึกปรือที่เทียบเคียงกันได้
ดังนั้นนักผนึกการ์ดวิญญาณจึงถูกแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ตามความแข็งแกร่ง จากต่ำสุดคือระดับเหล็กดำ ระดับสัมฤทธิ์ ระดับเงิน ระดับทอง ระดับแพลทินัม ระดับเพชร ไปจนถึงระดับจักรพรรดิที่อยู่เหนือกว่าเพชร
และแต่ละระดับก็แบ่งย่อยออกเป็นอีกห้าดาว จะต้องบรรลุถึงขั้นสูงสุดเสียก่อน เช่น เหล็กดำห้าดาว จึงจะมีสิทธิ์เลื่อนขั้นขึ้นเป็นระดับสัมฤทธิ์
แต่นักผนึกการ์ดวิญญาณระดับจักรพรรดิที่ทรงพลังนั้น แม้จวบจนยุคของนักผนึกการ์ดวิญญาณจะมาถึงแล้ว ก็ยังไม่เคยปรากฏขึ้นสักกี่คน
ในโลกทะเลสีครามทุกวันนี้ หากพูดกันตามข้อมูลที่เปิดเผย ก็มีนักผนึกการ์ดวิญญาณระดับเพชรอยู่เพียงประมาณหนึ่งถึงสองร้อยคน ส่วนระดับจักรพรรดินั้นแทบจะไม่มีเลย อย่างน้อยในช่วงร้อยปีมานี้ ก็ไม่มีใครสักคนที่สามารถขึ้นไปถึงตำแหน่งจักรพรรดิได้
พึงรู้ว่าในโลกทะเลสีครามนั้นมีประชากรมากถึงหนึ่งหมื่นล้านคน และในจำนวนประชากรหนึ่งหมื่นล้านคนนี้กลับมีนักผนึกการ์ดวิญญาณระดับเพชรเพียงหนึ่งถึงสองร้อยคน ระดับจักรพรรดิยิ่งไม่มีเลยสักคน เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดินั้นยากเกินเอื้อมเพียงใด!
......
ในเวลานี้เอง ผ้าม่านริมหน้าต่างพลันขยับไหวเองหลายครั้ง จากนั้นก็มีเสียง "ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ" ดังขึ้น แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
"เอ๊ะ?"
"คงเป็นเสียงลมมั้ง"
ต้วนอี้ไม่ได้ใส่ใจนัก เอ่ยพึมพำเบา ๆ สองสามคำ ก่อนจะหันกลับไปสนใจงูน้อยจื้อหุนต่อ
งูน้อยจื้อหุนตัวนี้เป็นสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมของต้วนอี้ทิ้งไว้ให้ ไม่รู้ด้วยเหตุใดงูน้อยจื้อหุนตัวนี้ถึงใช้สกิลโจมตีอะไรไม่ได้เลยนอกจากใช้เสียงขู่ขั้นพื้นฐาน ความอ่อนแอของมันนั้นเรียกได้ว่าโคตรจะห่วยแตก
เมื่อต้วนอี้เข้ามาสืบทอดร่างนี้แล้ว ก็รู้สึกปวดหัวไม่น้อย เพราะพลังวิญญาณของร่างนี้มีเพียงระดับเหล็กดำสามดาวเท่านั้น นักผนึกการ์ดวิญญาณในระดับนี้สามารถผสานการ์ดอสูรกายได้เพียงใบเดียว หมายความว่าสามารถอัญเชิญอสูรกายออกมาได้เพียงตัวเดียว
ดังนั้นการเลือกในครั้งแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ดันดวงซวยที่อสูรกายของต้วนอี้คือเจ้างูน้อยจื้อหุนตัวห่วยแตกนี่เสียได้ ทำเอาชั่วขณะนั้นเขาหาทางออกไม่เจอเลย
แม้แต่สกิลโจมตีก็ยังใช้ไม่ได้ด้วย แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงกันที่ใช้แค่เสียงคำรามกับพละกำลังเถื่อน ๆ แล้วจะสามารถเอาชนะได้
ยิ่งกว่านั้น เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนก็จะถึงสอบเอ็นทรานซ์แล้ว หากไม่สามารถทำให้งูน้อยจื้อหุนเรียนรู้สกิลโจมตีสักสองสามสกิลก่อนสอบได้ อย่างนั้นก็ไม่มีทางผ่านการสอบเอ็นทรานซ์ไปได้อย่างแน่นอน เมื่อนั้นก็จะไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนักผนึกการ์ดวิญญาณได้ ชั่วชีวิตก็คงต้องปล่อยให้สูญเปล่าไปวัน ๆ
สำหรับคนธรรมดาทั่วไปอาจจะทำใจยอมรับชะตากรรมได้ แต่สำหรับต้วนอี้ที่เป็นผู้ข้ามภพมาคนนี้ รับไม่ได้เด็ดขาด
"ไม่ได้! ข้าจะเปลี่ยนชะตากรรม!"
"พรุ่งนี้จะพามันเข้าไปในอาณาเขตปริศนาของวิทยาลัย นี่ก็เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้เข้าไปในอาณาเขตปริศนาแล้ว ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม จะต้องทำให้มันเรียนรู้สกิลโจมตีให้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็จะได้มีความสามารถในการต่อสู้ พอต่อสู้ได้ ก็ยังมีโอกาสที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยนักผนึกการ์ดวิญญาณได้"
"แต่ถ้าจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีทางเรียนรู้ได้ ก็คงต้องทำใจตัดใจแล้ว"
ต้วนอี้ถอนหายใจลึก ๆ
เพราะหากงูน้อยจื้อหุนไม่สามารถเรียนรู้สกิลโจมตีได้จริง ๆ การเก็บมันไว้อีกก็คงไร้ความหมาย
คงจะต้องทำลายการ์ดงูน้อยจื้อหุนที่ผสานแนบในร่างอย่างถอนรากแล้วไปซื้อการ์ดอสูรกายใบอื่น หรือไม่ก็ไปผนึกอสูรกายตัวอื่นแทน
แต่หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการฆ่างูน้อยจื้อหุนโดยตรง
หากเป็นอุปนิสัยของต้วนอี้เมื่อครั้งอยู่บนโลกแล้ว ต้องเลือกที่จะกำจัดมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใยแน่นอน
แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เจ้าของร่างเดิมของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อเจ้างูน้อยจื้อหุนตัวนี้ ต้วนอี้ที่ข้ามภพมาจึงได้รับสืบทอดความรู้สึกเหล่านั้นมาด้วย
ชั่วระยะเวลาหนึ่งนั้น มันก็ส่งผลกระทบต่อต้วนอี้เช่นกัน จนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจลงมืออย่างเด็ดขาดกับงูน้อยจื้อหุนได้
"หวังว่าพรุ่งนี้มันจะทำได้นะ"
ต้วนอี้ลูบเจ้างูน้อยจื้อหุน เอ่ยพึมพำเบา ๆ
แต่ในเวลานี้ ม่านกลับพลิ้วไหวเองอีกหลายครั้ง จากนั้นก็เกิดเสียงประหลาดขึ้นมาอีก
คราวนี้ต้วนอี้ไม่อาจนั่งนิ่งอยู่เฉยได้อีกต่อไป เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปหาทันที
ที่ต้วนอี้ไม่ใส่ใจเมื่อครู่ก็เพราะว่าในเมืองมนุษย์นั้น ไม่ว่าจะเวลาไหนก็จะมีนักผนึกการ์ดวิญญาณระดับสูงคอยคุ้มกันอยู่เสมอ
ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้อสูรกายที่หลั่งไหลออกมาจากรอยแยกแห่งมิติภายนอกเมืองเข้าโจมตีเมืองของมนุษย์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีทหารประจำการอย่างเข้มงวดอยู่ไม่ว่ายามใด
ด้วยการคุ้มกันจากเหล่านักผนึกการ์ดวิญญาณผู้ทรงพลังเหล่านี้ เมืองมนุษย์จึงสงบสุขมาก โดยปกติเวลาค่ำคืนก็จะไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น
ดังนั้นในตอนแรก ต้วนอี้จึงไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก