ต้องรู้ไว้ก่อนว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งของชนิดใดที่สามารถตรวจวัดสภาพสุขภาพที่แท้จริงของอสูรกายได้ ทำได้มากสุดก็แค่รับรู้สภาพสุขภาพพื้นฐานของอสูรกายผ่านการสื่อถึงทางจิตใจเท่านั้น
ดังนั้นเมื่ออสูรกายบาดเจ็บหรือมีปัญหาทางร่างกายเกิดขึ้น ผู้คนจึงมักพาไปโรงพยาบาลอสูรกายในพื้นที่ แล้วให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ศึกษาเรื่องอสูรกายโดยเฉพาะเป็นผู้ตรวจ
ถึงพวกเขาจะศึกษามามาก แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจอสูรกายทุกตัวได้ อีกทั้งยังตรวจได้ครอบคลุมได้ยาก
เพราะนี่ไม่ใช่การรักษามนุษย์ แต่เป็นการรักษาสัตว์ทรงพลังอย่างอสูรกาย จึงเทียบกันไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้งูน้อยจื้อหุนกลายสภาพเป็นเช่นนี้
แต่เมื่อต้วนอี้มีพลังวิเศษนี้แล้ว ก็จะสามารถเข้าใจสภาพของอสูรกายได้อย่างครอบคลุม สำหรับอสูรกายที่รักษาไม่หายนั้น ในสายตาของต้วนอี้ก็สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย
"ฮ่าๆ! ดูท่าทางในอนาคตจะเปิดคลินิกอสูรกายได้ แน่นอนว่าต้องรวยเป็นแน่"
แต่ทว่าวัตถุดิบรักษางูน้อยจื้อหุน ก็ทำให้ต้วนอี้ต้องกลุ้มใจอีกครั้ง
ถุงน้ำดีอสูรคุณภาพสีขาวนั้น ตามร้านค้าภายนอกก็ขายไม่แพงมาก ราวๆ 2 หมื่นกว่าๆ กัดฟันหน่อยก็ยังพอหาได้ แต่สมุนไพรพลังอีก 10 ต้นนี่ ต้วนอี้ไม่รู้จะเริ่มจากไหนเลย
ต้องรู้ไว้ว่าสมุนไพรพลังตามร้านค้าภายนอก 1 ต้นราคาเกือบ 7,000 เหรียญดาวน้ำเงิน 10 ต้นก็เท่ากับ 70,000 เหรียญเต็มๆ ซึ่งสำหรับครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรของต้วนอี้แล้ว ยิ่งทำให้แย่ลงไปอีก
ถ้าอย่างนั้น หากอยากได้สมุนไพรพลังก็ต้องไปลองเสี่ยงโชคเอาเองในป่า, รอยแยกแห่งมิติ หรือแดนลับของวิทยาลัย
แต่เหตุที่สมุนไพรพลังขายได้แพงเช่นนี้ เพราะสภาพการเติบโตที่เข้มงวก อีกทั้งยังคล้ายกับวัชพืชทั่วไปอย่างยิ่ง จึงพบเห็นได้ยาก
"ช่างเถอะๆ พรุ่งนี้ไปลองเสี่ยงโชคในแดนลับวิทยาลัยแล้วกัน อย่างมากสุดก็เข้าไปแล้วไม่ทำอะไรอื่น มุ่งหาสมุนไพรพลังอย่างเดียว!"
ต้วนอี้หัวเราะขมขื่น แล้วก็ปิดแผงระบบทันที
ส่วนเส้นทางวิวัฒนาการอีกเส้นทางนั้น ตอนนี้ต้วนอี้ยังไม่ต้องใช้มัน เพราะวัตถุดิบที่ต้องใช้มีมากจริงๆ และด้วยความสามารถของต้วนอี้ในตอนนี้ ไม่มีทางได้มันมาแน่ รักษางูน้อยจื้อหุนให้หายก่อนแล้วกัน
ต่อจากนั้นต้วนอี้ก็เก็บงูน้อยจื้อหุนกลับไป ล้างหน้าล้างตาพอสมควร ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
......
วันรุ่งขึ้น
โรงเรียนมัธยมนักผนึกการ์ดวิญญาณแห่งที่ 3 เมืองเหยากวง
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (เกรด 12) ห้อง 4
ตอนนี้ต้วนอี้กำลังฟังเลกเชอร์ในห้องด้วยอาการเลื่อนลอย
สภาพแวดล้อมการเรียนนี้แทบจะเหมือนโลกเดิมของต้วนอี้ทุกประการ
นักเรียนที่ใส่ชุดนักเรียนตามระเบียบเหมือนกัน และห้องเรียนที่คุ้นเคย ต่างกันเพียงเพื่อนร่วมชั้นเรียนเปลี่ยนไป และเนื้อหาที่เรียนก็ไม่เหมือนกันเลย
วิชาภาษา อังกฤษ คณิตศาสตร์ที่เคยมี ล้วนหายไปหมด สิ่งที่มาทดแทนคือ
"การฝึกฝนนักผนึกการ์ดวิญญาณเบื้องต้น"
"สารานุกรมสายพันธุ์อสูรกาย"
"วิธีสร้างการ์ดวิญญาณและผนึกอสูรกายของนักผนึกการ์ดวิญญาณ" ฯลฯ ชุดวิชาต่างๆ
ตอนแรกๆ วิชาพวกนี้ทำให้ต้วนอี้เหวอหนัก แต่โชคดีที่แม้เจ้าของร่างเดิมจะด้านการฝึกฝนไม่เก่ง แต่ด้านการเรียนกลับใช้ได้ ต้วนอี้จึงรับสืบทอดความรู้ทางทฤษฎีเหล่านี้มาด้วย
อีกทั้งเวลาสามวันที่ผ่านมาก็ทำให้ต้วนอี้ในตอนนี้ปรับตัวได้หมดแล้ว ต่อให้คุณครูถามฉับพลันขึ้นมา ก็ตอบได้ทันที
"เฮ้ย...ต้วนอี้ อย่าเหม่อสิ ครูกำลังมองมา ระวังโดนทำโทษอีกนะ"
เจ้าเด็กอ้วนข้างๆ ต้วนอี้ผลักต้วนอี้ทีหนึ่ง ทำให้ต้วนอี้ได้สติกลับมา
เจ้าเด็กอ้วนนี้ ต้วนอี้ย่อมรู้ว่าเป็นใคร เขาคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าของร่างเดิม เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ชื่อ หลินเฮิง
หลินเฮิงไม่เพียงฐานะทางบ้านดีมาก ด้านการฝึกฝนก็เหนือกว่าต้วนอี้รอบด้าน ในโรงเรียนหากต้วนอี้ถูกใครรังแก ล้วนแต่หลินเฮิงเป็นฝ่ายออกหน้าจัดการให้ ความสัมพันธ์จึงดีกันมาก
"ใครบอกว่าข้าเหม่อ ข้าแค่กำลังคิดถึงชีวิตอยู่น่ะ" ต้วนอี้ยิ้มพลางว่า
"ไปให้พ้นๆ อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร"
"โอ๋? แกดูออกหรือ? ลองพูดมาสิ"
"ก็ไม่ใช่เรื่องกังวลเรื่องงูน้อยจื้อหุนน่ะสิ ข้าพูดกับคุณตั้งนานแล้วนะว่าเจ้าตัวนั้นมันเอาแน่ไม่ได้ มาป่านนี้แล้วยังไม่ได้สกิลโจมตีสักสกิลเลย สอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกแค่เดือนเดียว เห็นให้คุณรีบเลิกสนใจมันซะเถอะ"
หลินเฮิงตบไหล่ต้วนอี้ แล้วพูดต่อว่า "ข้ารู้ว่าเจ้างูน้อยนั่นมันสนิทกับคุณมาก แต่ก็อย่าให้มันถ่วงคุณเลย ไม่ทิ้งของเก่าไปก็เอาของใหม่ไม่ได้ ตัดใจให้เด็ดขาด ถ้าคุณกังวลว่าไม่มีเงินซื้ออสูรกายดีๆ ข้าช่วยออกให้ได้ ไม่ต้องรีบใช้คืน"
"ว้า! ฟังแล้วซาบซึ้งดีแท้ แต่ให้รู้ไว้เถอะ เจ้างูน้อยจื้อหุนของข้ามันไม่เหมือนเก่าแล้วนะ"
ถึงต้วนอี้จะรับช่วงร่างนี้มา ไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับหลินเฮิงนัก แต่ตอนนี้พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็ยังรู้สึกซึ้งใจ
สมกับเป็นเพื่อนตายที่บ้านรวยจริงๆ!
หลินเฮิงยกมือลองจับหน้าผากต้วนอี้ พลางว่า "หือ ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา ทำไมถึงเริ่มพูดเพ้อเจ้อแล้วล่ะ"
"ไสหัวไป!" ต้วนอี้ผลักหลินเฮิงออกทันที
เพี๊ยะ! —
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเล่นหยอกล้อกันนั้น เสียงทุบโต๊ะดังสนั่นก็กึกก้องไปทั่วห้องเรียน
"ตั้งใจเรียนกันหน่อย! เหลืออีกแค่เดือนเดียวก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ยังอยากเป็นนักผนึกการ์ดวิญญาณกันอยู่หรือเปล่า ไม่อยากสอบก็รีบๆ ไสหัวไป อย่ามารบกวนเพื่อนข้างหน้าที่ตั้งใจฟัง!"
ตอนนี้คนที่พูดขึ้นมาเป็นชายวัยกลางคน เขาสวมแว่นหนาเตอะ ตัดผมเกรียนดำ สายตาคมกริบมองไปยังนักเรียนเบื้องล่าง
คนนี้ก็คือครูประจำชั้นห้อง 4 ชั้นปี 6 เติ้งสวิน เขาทุบโต๊ะครูอย่างแรงทีหนึ่ง
"เด็กบางคนการฝึกฝนก็ไม่ดี ยังไม่ตั้งใจฟังในห้องอีก ถ้าสอบเข้านักผนึกการ์ดวิญญาณไม่ได้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เรียนจบออกไปแล้วก็อย่าบอกใครว่าเป็นศิษย์ข้านะ"
ตอนที่เติ้งสวินพูดคำนี้ สายตาชำเลืองมาที่ต้วนอี้อย่างชัดเจน
"จริงด้วย ท่านครูเติ้งพูดถูกแล้ว ห้องเราเป็นหนึ่งในห้องอัจฉริยะของทั้งชั้นปี แต่น่าเสียดายที่มีขี้หนูอยู่เม็ดหนึ่ง เสียจริง!"
เวลานี้มีชายผมทองคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้า เอ่ยขึ้นอย่างเหน็บแนม
"เชอะ! หวงอี้ แกพูดอะไร! อยากออกไปลองดีกันไหม?"
หลินเฮิงลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ มองไปยังหวงอี้
ส่วนต้วนอี้ ตั้งแต่ตอนที่หวงอี้เปิดปากพูด ดวงตาของเขาก็เย็นเยียบลงทันที
เพราะหวงอี้ตรงหน้านี้ก็คือต้นเหตุที่ทำให้อสูรกายของเขาบาดเจ็บ!
ตอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (เกรด 10) ตอนเข้าไปผนึกอสูรกายในแดนลับของโรงเรียน หลังจากเจ้าหวงอี้นี้ผนึกอสูรกายตัวที่ดีมากได้ตัวหนึ่ง ก็เริ่มลำพองใจ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กลับไปยั่วโมโหอสูรกายกระทืบดินวัวยักษ์คุณภาพเขียวเข้า จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนอย่างอนาถ
เกือบจะต้องบี้การ์ดทะลุออกจากแดนลับแล้ว แต่ถ้าบี้การ์ดออกไปแล้วก็กลับเข้ามาไม่ได้อีก กว่าจะเข้าได้อีกครั้งก็ต้องรอถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (เกรด 11) ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสไปฟรีๆ หนึ่งครั้ง แถมยังสูญเสียวัตถุดิบมากมาย
หวงอี้ย่อมไม่ยินยอมอย่างยิ่ง แต่ตอนนั้นเขากลับพบว่ามีต้วนอี้อยู่แถวนั้นพอดี จึงออกอุบายเบี่ยงเบนตัวปัญหา บังคับให้เลยมาหาต้วนอี้
และตอนนั้นต้วนอี้ได้ยืมการ์ดวิญญาณของโรงเรียนมา 1 ใบ เอาชนะงูน้อยจื้อหุนได้ เสร็จสิ้นการผนึกงูน้อยจื้อหุน สภาพจึงค่อนข้างผ่อนคลาย เมื่อเพิ่งเรียกอสูรกายที่ยืมจากโรงเรียนกลับไป ก็ถูกอสูรกายกระทืบดินวัวยักษ์ที่อาละวาดเข้าโจมตีทันที ไม่เพียงต้วนอี้บาดเจ็บสาหัส งูน้อยจื้อหุนก็สลบไม่ได้สติไปเลย
โชคดีที่ต้วนอี้รีบบี้การ์ดทะลุออกไปได้ทัน เลยรอดชีวิตมาได้
หลังจากนั้นต้วนอี้ก็ไปเล่าเรื่องให้อาจารย์ฟัง แต่ทว่าตอนที่นักเรียนทะลุเข้าแดนลับไปนั้น ล้วนเป็นจุดสุ่มทั้งหมด ยากนักที่จะมีโอกาสพบเจอกัน
อีกทั้งต้วนอี้ก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอจริงๆ รอบข้างก็ไม่มีคนอื่นเห็นเหตุการณ์ด้วย จึงจำต้องยอมรับกรรมแต่เพียงผู้เดียว