ข้าเกิด ณ ปีอีโหย่ว เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ รุ่งสาง
หมอตำแยยุ่งอยู่กับการตัดสายสะดือให้ข้า พลางชมว่าข้าคือดาวเหม่ารื่อซิงกวนกลับชาติมาเกิด ต่อไปภายภาคหน้าต้องได้ดีมีหน้ามีตาเป็นแน่
จนกระทั่งนางเหลือบเห็นว่าบนหน้าผากข้ามีปอยผมสีขาวงอกอยู่ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
นางใช้นิ้วคำนวณครั้งแล้วครั้งเล่า คำนวณไปพลางส่ายหน้าพลาง สุดท้ายก็ยัดข้าใส่อ้อมอกมารดา ใบหน้าซีดเผือดหันหลังเดินจากไป
แม้แต่เงินค่าฤกษ์งามยามดีก็ไม่รับ
ย่าข้ารีบวิ่งตามไปเอ่ยถามติด ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
“มารดามาคนเดียว นำโชคร้ายมาเยือน น้องหญิงเอ๋ย ครอบครัวเจ้ากำลังจะประสบภัยใหญ่!” หมอตำแยพูดพลางเสียงสั่น “ไม่ ไม่ใช่แค่ครอบครัวเจ้า ต่อให้ทั้งหมู่บ้านถ่าเฟิ่งก็ไม่มีใครหนีพ้น!”
ย่าข้าชะงักงัน: “หา... หาอะไรนะ?”
“ฉิน เป็นนกขนาดใหญ่ที่รูปร่างเหมือนห่านป่า แต่ห่านป่าอยู่กันเป็นฝูง ส่วนฉินนั้นตรงกันข้าม”
หมอตำแยอดทนอธิบายว่า “ทุกปีเดือนแปดขึ้นหนึ่งค่ำ ห่านป่าฝูงใหญ่บินลงใต้ ฉินจะบินสวนทางฝูงห่าน เจอห่านก็ฆ่า โดยเฉพาะฉินที่มีขนหัวขาวนั้นดุร้ายที่สุด
ดวงชะตาเช่นนี้ไปเกิดที่ครอบครัวไหนก็ล้วนเป็นลางมหาเคราะห์ น้องหญิงเอ๋ย ข้าไม่ได้พูดให้อกสั่นขวัญแขวน เด็กคนนี้ถ้าเก็บไว้ ต่อไปครอบครัวเจ้าทุกสามปีจะต้องมีคนตายหนึ่งคน
พอครอบครัวเจ้าตายหมด ก็จะถึงคิวชาวบ้านถ่าเฟิ่งคนอื่น และตราบใดที่นางยังอยู่ ครอบครัวเจ้า หรือแม้แต่ทั้งหมู่บ้าน จะไม่มีเด็กคนอื่นเกิดอีกเลย”
ย่าและบิดาข้าต่างตะลึงงัน
ปู่ข้ายืนอยู่ในลานบ้าน สูบกล้องยาเส้นเสียงดังจอก ๆ
ชั่วขณะนั้นทั่วห้องเงียบสงัด ได้ยินเสียงเข็มตก
ครืน!
ในเวลานั้นเอง ฟ้าผ่าดังกัมปนาท สะเทือนทั่วทั้งหมู่บ้านจนพื้นดินโยกสะเทือน
จากนั้นก็มีเสียงร้องตะโกนของชาวบ้านด้านนอกว่า “ศาลกิเลนถูกฟ้าผ่า ไฟป่าโหมไหม้ที่ภูเขาด้านหลัง ทุกคนไปดับไฟเร็ว!”
หมู่บ้านถ่าเฟิ่งมีศาลกิเลนอยู่บนภูเขาด้านหลัง
ในศาลกิเลนประดิษฐานเทวรูปกิเลนที่แบกเด็กนับร้อย เท้าเหยียบหงส์ทอง
กิเลนประทานบุตร เหยียบหงส์มาเยือน
เด็กทุกคนในหมู่บ้านเราล้วนขอมาจากศาลกิเลน
บังเอิญเสียเหลือเกิน ข้าเพิ่งลืมตาดูโลก ศาลกิเลนก็ถูกฟ้าผ่า สมกับที่ว่าเป็นการตัดทายาทของหมู่บ้านถ่าเฟิ่งจริง ๆ...
หมอตำแยหันมามองข้าด้วยแววตาหวาดกลัว ก่อนจะยกเท้าจากไป
ทุกคนต่างรีบไปดับไฟป่า
มารดาข้าฝืนประคองร่างกายลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าให้ข้า ยังไม่ทันเสร็จ ปู่ข้าก็พุ่งเข้ามาคว้าแข้งทั้งสองข้างของข้า จับห้อยหัวเดินออกไป
มารดาข้าลากสังขารอิดโรยวิ่งตามไปข้างหลัง กว่าจะวิ่งตามไปถึงภูเขาด้านหลังอย่างยากลำบาก ก็เห็นปู่ข้าเหวี่ยงแขนครั้งหนึ่ง โยนข้าเข้ากองเพลิงอย่างไม่ลังเล
“ตัวกาลกิณี ตายเสียแต่เนิ่น ๆ จะได้ไปเกิดใหม่!”
ไฟครั้งนั้นโหมไหม้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น มารดาข้าร่ำไห้เป็นล้มเป็นตายหลายหน ภูเขาด้านหลังถูกไฟไหม้โล่งเตียน เทวรูปกิเลนเต็มไปด้วยรอยร้าว
ทว่ามีเพียงทางทิศใต้ของศาลกิเลน มีต้นไม้อู่ถงสูงตระหง่านเขียวครึ้ม แม้แต่ใบเดียวก็ไม่ถูกไฟไหม้
ใต้ต้นอู่ถงนั้น ข้ากำลังนอนดูดนิ้วมือตัวเองไม่หยุด
ลำแสงอาทิตย์อัสดงส่องผ่านกิ่งอู่ถงมาเป็นประกายระยิบระยับ ตกกระทบบนตัวข้า มารดาข้าพึมพำอย่างเลื่อนลอยว่า “หว่านถง เด็กคนนี้ชื่อเจียงหว่านถงเถิด”
มารดาข้าอุ้มข้ากลับบ้าน
ปู่ข้าเห็นข้าราวกับเห็นผี คว้ากลองยาเส้นเถลิงออกไป
จากไปทั้งคืนไม่กลับมา
รุ่งเช้าอีกวัน ช่างฝีมือที่หมู่บ้านเชิญมาซ่อมแซมเทวรูปกิเลนพบปู่ข้าที่ใต้ต้นอู่ถงทางทิศใต้ของศาลกิเลน
เขาแขวนคอตายบนต้นอู่ถงนั้นเอง
ข่าวลือสะพัดไปทั่วทันที
บ้างว่าข้าเป็นตัวกาลกิณี เป็นนกฉินสังหารคน เกิดมาก็อาถรรพ์คร่าชีวิตปู่ข้า
บ้างก็ว่าข้าเป็นเด็กที่เทพกิเลนปกปักรักษา จึงไม่ตายในกองเพลิง
ปู่ข้ารังเกียจที่ข้าเป็นเด็กหญิง จะฆ่าข้า เป็นการล่วงเกินเทพกิเลนจึงถูกลงโทษเช่นนี้
ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงเป็นอย่างไร
น่าประหลาดที่เมื่อปู่ข้าตาย ปอยผมสีขาวบนหน้าผากข้าก็หายไปด้วย
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ทุกคนแทบจะลืมเรื่องนินทาเหล่านั้นไปแล้ว ก่อนวันเกิดอายุครบสามขวบหนึ่งวัน บนหน้าผากข้ากลับมีผมขาวงอกขึ้นมาอีก
เป็นผมขาวมากกว่าแรกเกิดเท่าตัว!
เย็นวันนั้น ย่าข้าก็หายตัวไป
บิดาข้าตามหาไปทั่วหมู่บ้าน สุดท้ายพบย่าข้าที่ใต้ต้นอู่ถงทางทิศใต้ของศาลกิเลน
ตอนนั้นย่าข้ากำลังเอาเชือกผูกกับต้นอู่ถงหมายจะแขวนคอ ถูกบิดาข้ามัดตัวแบกกลับมา
ในขณะที่ทุกคนกำลังดีใจที่ย่าข้ารอดตาย รุ่งเช้าวันต่อมา บิดาข้าตกจากที่ทำงาน ขาหักหนึ่งข้าง หมดสติไม่ได้สติคืน
หมอถึงกับออกหนังสือแจ้งอาการวิกฤต บอกว่าถึงช่วยได้ก็เป็นเจ้าชายนิทรา
ย่าข้าร้องไห้โวยวาย ด่าข้าว่าเป็นตัวกาลกิณี ไม่คร่าชีวิตนางได้ก็ต้องคร่าชีวิตบิดาข้า พุ่งเข้ามาเพื่อจะบีบคอข้าให้ตาย
มารดาข้าปกป้องข้าไว้ในอ้อมอกแน่น ทำได้เพียงร่ำไห้ไม่หยุด แต่ก็ไม่มีอะไรไปโต้แย้งได้
เพราะอย่างไรเสีย หมอตำแยเคยบอกไว้ว่า ตราบใดที่ข้าอยู่ ครอบครัวข้าทุกสามปีต้องมีคนตายหนึ่งคน
คำร่ำลือกลายเป็นจริง
ย่าข้าไปหาหมอตำแย อ้อนวอนนางให้ช่วยชี้ทางรอดแก่ครอบครัวข้า
หมอตำแยถูกย่าข้ารบเร้าจนไม่มีทาง สุดท้ายจึงออกความเห็นว่า “น้องหญิงเอ๋ย หมู่บ้านถ่าเฟิ่งได้รับความคุ้มครองจากเทพกิเลน ถ้าเจ้ายอมถวายรูปหล่อทองคำให้ท่าน ท่านอาจช่วยครอบครัวเจ้าผ่านเคราะห์นี้ไปได้”
หล่อรูปหล่อทองคำให้เทวรูปกิเลน นั่นเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตทีเดียว แต่บุตรชายยังนอนอยู่ในโรงหมอ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ย่าข้ากัดฟัน ขายวัวแก่ตัวเดียวที่ใช้ไถนาในบ้านไป
วันที่หล่อรูปทองคำให้เทวรูปกิเลนสำเร็จ บิดาข้าก็ฟื้นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ไม่โง่ไม่เซ่อ เพียงแต่ขาเป๋ไปข้างหนึ่ง
ส่วนผมขาวบนหัวข้าก็กลับกลายเป็นสีดำ
หลังจากบิดาข้าออกจากโรงหมออย่างปลอดภัย ย่าข้าคิดหาทุกวิถีทางเพื่อเอาข้าไปทิ้ง
แต่ข้ามีชื่อเสียกระฉ่อน ไม่มีครอบครัวไหนยอมรับข้า
ย่าข้าจึงแบกข้าออกเดินทางไกล
ทิ้งที่สุสาน
โยนลงคูน้ำ
'ไม่ตั้งใจ' ลืมข้าไว้ที่สถานีเดินรถ...
แต่ไม่ว่านางจะเอาไปส่งไกลแค่ไหน เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าจะปรากฏตัวที่ใต้ต้นอู่ถงทางทิศใต้ของศาลกิเลนอย่างแน่นอน
ยืดเยื้อวนเวียนอยู่อย่างนี้เกือบสามปี ก็ยังเอาข้าไปส่งไม่สำเร็จ
ก่อนวันเกิดอายุครบหกขวบหนึ่งวัน บนหน้าผากข้ากลับมีผมขาวงอกขึ้นมาอีก
ผมขาวเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
คนในครอบครัวมองผมขาวบนหัวข้า ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว
ย่าข้าไปหาหมอตำแยอีกครั้ง
หมอตำแยส่ายหน้าตรง ๆ ครานี้ไม่มีทางช่วยแล้วจริง ๆ
ย่าข้าใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ กลับถึงบ้าน อุ้มข้าขึ้นภูเขาด้านหลัง มัดข้าไว้กับต้นอู่ถง ก่อกองฟืนจุดไฟใต้เท้าข้า
นางตะโกนใส่ข้าอย่างคลุ้มคลั่งว่า “ถงถง เจ้าไปตายซะ! เจ้าตายแล้วพวกข้าถึงจะอยู่ได้!”
“เชื่อฟังหน่อย ไปตายซะ! ไปตาย!”
นางร้องไปพลางเติมฟืนใส่กองไฟไปพลาง
ทันใดนั้นเกิดลมหมุนขึ้นกลางลานกว้าง ม้วนเปลวไฟเต้นระบำอย่างบ้าคลั่ง
เปลวไฟไม่ลุกขึ้นข้างบน กลับลุกไหม้ใบไม้แห้งโดยรอบในพริบตา ในชั่วพริบตามันก็ลุกไหม้ไปทั่วทุกหนแห่ง
ชาวบ้านแห่มาดับไฟ แต่ไฟนั้นไม่ว่าจะดับอย่างไรก็ไม่ดับ
ไฟป่าเมื่อหกปีก่อนดูเหมือนจะย้อนกลับมาอีกครั้ง
ท่ามกลางแสงเพลิงนี้เอง หญิงชราผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าสีดำก้าวยาว ๆ ตรงเข้ามา โยนยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งเข้ากองไฟ เปลวเพลิงโหมแรงก็ดับลงทันที
ทุกคนตะลึงงัน
หญิงชราหันไปมองย่าข้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เด็กบ้านเจ้า ข้าขอรับไปเลี้ยง”
ย่าข้าปลดข้าจากต้นอู่ถงอย่างรีบร้อน ผลักข้าไปที่ขาหญิงชรา เร่งร้อนว่า “เอาไป! ไม่เอาเงินสักอีแปะ! รีบพาไปเร็ว!”
หญิงชรากลับไม่รีบร้อน หยิบใบตั๋วจำนำเก่าเหลืองกรอบออกมาจากถุงผ้าสีดำที่พกติดตัว บอกกับย่าข้าว่า “วันนี้สกุลเจียงขอจำนำขาดเจียงหว่านถงเข้าร้านจำนำของข้า ใช้ใบตั๋วจำนำนี้เป็นหลักฐาน สองฝ่ายคนละชุด ลงชื่อประทับตราเป็นที่สุด เมื่อจำนำแล้ว ตัดขาดสายสัมพันธ์ ไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป จะทำได้หรือไม่?”
ย่าข้าพยักหน้ารัว จูงมือข้าเขียนชื่อ 'เจียงหว่านถง' ตรงที่ลงลายมือชื่อของใบตั๋วจำนำ หลังจากนั้นก็กรีดนิ้วข้าหยดเลือด กดลายนิ้วมือโลหิตลงบนชื่อ
หญิงชราหยิบตราประทับส่วนตัวออกมา ประทับลงบนชื่อข้าอย่างหนักแน่น
ตราประทับส่วนตัวไม่ใช่ตราของร้านจำนำ
และก็ไม่ใช่คำว่า 'จำนำขาด' สองคำ
ทว่าเป็นชื่อของชายผู้หนึ่ง——หลิวจวินเหยี่ยน