ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่ว ๆ เสียงเบามาก คงอยู่ห่างออกไปพอสมควร
“หรือว่าจะเป็นคนเฝ้าหอสมุด?”
ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเดินตรงไปยังต้นเสียงทันที
เมื่อระยะห่างลดลงเรื่อย ๆ เขาก็มองเห็นร่างสองคนยืนอยู่ด้านหน้า
เส้นผมสั้นสีทองอร่ามที่คุ้นตา แผ่นหลังกว้างหนาที่น่าจดจำ อา นี่มัน... นี่ไม่ใช่พ่อของตัวเองหรือ แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าพ่อเป็นใครกันนะ?
เอรอสชำเลืองมองทีหนึ่ง แล้วก็ชำเลืองอีกที แล้วก็อีกที ดูคุ้น ๆ อยู่เหมือนกัน...
ผู้หญิงคนนั้นหันหน้ามาทางทิศที่เอรอสอยู่ ฉะนั้นทันทีที่เอรอสก้าวออกมาจากแนวชั้นหนังสือ เธอก็เห็นเขา
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วใช้มือดันชายที่อยู่ตรงหน้า
ซึ่งก็คือบิดาของเอรอส ท่านดยุกลุนคา โอลิช โนส นั่นเอง
เธอดันท่านดยุคพลางกระซิบว่า “มีคนมา มีคนมาแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าท่านดยุคของเราหาได้สนใจไม่ ปากยังพูดอย่างไม่ยี่หระ
“สบายใจได้! ข้าสั่งให้คนใช้ทั้งหมดออกไปจากที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้ห้ามเข้าใกล้หอสมุดแห่งนี้ ตอนนี้จะมีใครได้เล่า”
พูดไปอย่างนั้น แต่เขาก็ยังหันกลับมามองด้านหลัง
แล้วก็เห็นบุตรชายอัจฉริยะของตน เกียรติภูมิของตระกูล ดาวรุ่งแห่งดัชชี ยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าค่อนข้างงุนงง
ท่านดยุคลุนคาชะงัก ก่อนจะเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนแต่ไม่เสียมารยาท พยักหน้าให้เอรอสทีหนึ่ง
แล้วเขาก็จูงมือผู้หญิงคนนั้นเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
มิน่าล่ะ ตนเองอยู่ในหอสมุดมาตั้งนานแต่ไม่เห็นใครสักคน ที่แท้ก็ถูกพ่อของตัวเองไล่ออกไปหมดนี่เอง
พ่อคนนี้ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเสียเลย หอสมุดเป็นที่เล่นสนุกหรือ? ทำให้เขาต้องหาหนังสือเองซะได้
ยังดีที่บริเวณใกล้ ๆ นี้มีหนังสือวางไว้ตรงกับสิ่งที่เขาตั้งใจมาหาที่หอสมุดครั้งนี้
หนังสือบนชั้นเรียงรายเป็นระเบียบ ล้วนเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น การค้นพบนี้ทำให้สีหน้าเขาประหลาดพิกล หรือสองคนนั้นจะตั้งใจมาดูหมิ่นประวัติศาสตร์ที่นี่? เล่นกันซะจริง!
ส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านในสมอง เงยหน้ามองชั้นหนังสือ ต้องการหาหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ของหลายศกก่อนหน้า
มองหาอยู่พักหนึ่ง เขาก็สังเกตเห็นรูปแบบว่า ตำแหน่งของชั้นหนังสือยิ่งอยู่ขอบนอกเท่าไหร่ หนังสือที่วางไว้ก็ยิ่งใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันมากเท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป เดินตรงไปยังส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของบริเวณนี้ทันที
พอไปถึงจุดหมาย เพียงแค่เหลือบมอง เขาก็เห็นหนังสือที่ต้องการแล้ว นั่นคือ “บันทึกศกทะเลหมอก”
ดูจากชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าคงเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับทะเลหมอก
ไม่รอช้า เขาปีนขึ้นไปบนชั้นหนังสืออย่างคล่องแคล่ว แล้วหยิบ “บันทึกศกทะเลหมอก” เล่มหนาออกมา
ส่วนคราบสกปรกบนชั้นหนังสือและหนังสือเล่มอื่น เชอะ! ให้มันสกปรกหน่อยเถอะ ต่อให้เขาปีนขึ้นไปยืนบนชั้นหนังสือแล้วถ่ายอุจจาระ ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ใครจะอาจหาญมาด่าเขาได้?
หนังสือคงมีคนคอยปัดกวาดอยู่เสมอ ปกหนังสือเก่าแก่จึงไร้ฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย ทำให้เขาอดทึ่งไม่ได้
หอสมุดแห่งนี้มีหนังสือมากมายมหาศาล เกรงว่าคงมีหลายล้านเล่ม
แต่ละเล่มถูกเช็ดถูจนสะอาดหมดจด ต้องใช้แรงงานและทรัพยากรสักเท่าไหร่กัน
สำหรับเรื่องนี้เขาทำได้เพียงกล่าวว่า สังคมศักดินาช่างน่าสะพรึงถึงเพียงนี้ ดีที่ตอนนี้เขาเป็นผู้กดขี่
เปิดปกเก่าแก่สีเทาดำออก หน้ากระดาษสีเหลืองหม่นเต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขียนไว้แน่นขนัด
เพราะหนังสือมีอายุนานเกินไป รอยหมึกที่จารลงบนกระดาษจึงดูซีดจางไร้ชีวิตชีวา
เมื่อได้เห็นเนื้อหาภายในเพียงแวบแรก เขาก็รู้ว่าตัวเองมาถูกเล่มแล้ว
หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ของเผ่าเอลฟ์ที่เขาได้เห็นก่อนหน้านี้พอดี เพียงแต่มีรายละเอียดมากกว่า
หลังจากเผ่าเอลฟ์พากันออกจากทวีปโครยาเดียไปแล้ว ความแค้นที่สะสมมานานของสองจักรวรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปในเวลานั้นก็ปะทุขึ้นจนเกินจะยับยั้ง สงครามจึงอุบัติขึ้นทันที
สงครามครั้งนี้ดึงทั้งทวีปให้จมลงสู่ห้วงทุกข์ ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยควันไฟแห่งสงคราม ผู้คนล้มตายไปทั่วทุกที่
ศพที่ตายในสนามรบไม่มีใครเผา สุดท้ายก็ถูกโยนลงแม่น้ำใหญ่ หวังให้กระแสน้ำพัดพาซากศพเหล่านั้นไหลลงทะเลเป็นอาหารปลา
แต่คนตายในสมรภูมิมีมากมายเกินกว่าจะนับไหว เลือดที่ไหลจากศพทำให้แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นสีแดงฉาน
สายน้ำสีแดงเข้มไหลตามกระแสน้ำลงสู่ทะเล ก่อให้เกิดคลื่นสีแดงระลอกแล้วระเลอกในมหาสมุทร
สงครามยืดเยื้อต่อเนื่อง คลื่นสีแดงระลอกแล้วระลอกนั้นก็รุกล้ำลงสู่ทะเลลึกขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากสงครามดำเนินมาเป็นเวลาสามร้อยปี บนผืนทะเลก็บังเกิดม่านหมอกขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ในตอนแรกผู้คนยังไม่ใคร่สนใจนัก แต่ม่านหมอกนี้แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ทั่วทั้งมหาสมุทรก็ถูกปกคลุมด้วยหมอก ใครก็ตามที่เข้าไปในเขตหมอกล้วนหายสาบสูญ ไร้ร่องรอยมีชีวิต ไร้ซากศพให้เห็น
และสิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าก็คือ ม่านหมอกนี้ยังคงแผ่ขยายเข้าสู่แผ่นดินอย่างต่อเนื่อง เมืองเล็กใหญ่ตามชายฝั่งต่างขาดการติดต่อภายในคืนเดียว
ผู้คนทั่วทุกสารทิศพากันตื่นตระหนก ไม่มีใครรู้ว่าหมอกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่ามันจะหยุดแผ่ขยายหรือไม่
ชั่วขณะเดียว คำทำนายวันสิ้นโลกก็ผุดขึ้นมามากมายนับไม่ถ้วน สงครามถูกระงับไว้ชั่วคราว
ทุกคนล้วนหวาดกลัวไม่เป็นอันทำอะไร ต่างหวั่นวิตกว่าพอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมา หมอกจะแผ่มาถึงเบื้องหน้า
ทว่า ในยามที่ผู้คนทั้งหลายจมอยู่ในความหวาดหวั่นไปทุกขณะจิต หมอกก็พลันเลือนหายไป
เช่นเดียวกับที่มันปรากฏขึ้นอย่างไร้เหตุผล มันก็เลือนหายไปอย่างไร้เหตุผล
ท้ายที่สุดหยุดลงที่ห้าร้อยกิโลเมตรจากแนวชายฝั่ง นับแต่นั้นเป็นต้นมา การสำรวจโลกนี้ของมนุษย์ก็ถูกบีบบังคับให้หยุดอยู่แค่ระยะห้าร้อยกิโลเมตรนั้น
และผืนแผ่นดินที่เคยถูกหมอกปกคลุม เมื่อหมอกจางหายไปแล้ว ก็เหลือไว้เพียงความเงียบสงัด สรรพชีวิตทั้งมวลล้วนสาบสูญ
การมาเยือนของหมอกครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และอันตรธานไปอย่างฉับพลันเช่นกัน เช่นเดียวกับภาพที่เห็นเมืองชายฝั่งเหล่านั้นหลังจากหมอกสลายไป สภาพที่ชวนขนลุก
ชาติต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่บนทวีปก็หมดจิตใจจะสู้รบต่อไป ต่างพากันตีฆ้องถอยทัพ เริ่มการฟื้นฟูบ้านเมือง
แต่ความหวาดกลัวที่หมอกนำมาให้ กลับถูกสลักลึกลงในจิตใจของผู้รอดชีวิตทุกคน ฉะนั้นศกนั้นจึงถูกขนานนามว่า ศกทะเลหมอก
วันที่หมอกขึ้นฝั่งวันแรกคือวันสิ้นสุดของศกที่สอง และเป็นวันเริ่มต้นของศกที่สาม — ศกทะเลหมอก