ตอนที่ 1 ดื่มเหล้าดอกไม้ผิดตรงไหน
“ข้าไม่ยอม!”
“ทำไมท่านพ่อดื่มเหล้าดอกไม้ได้ ข้าทำไม่ได้!”
เย่ฉงยืดคอค้อมตัวคุกเข่าอยู่ในวังฉือหนิง ทั่วร่างจรดเส้นผมหยาดเหงื่อพลุ่งพล่านด้วยความไม่ยอม
“สารเลว! เจ้ายังมีหน้ามาเถียงอีกหรือ?!” ไทเฮาตบที่วางแขน ความโกรธพุ่งขึ้นจมูก
“ขะ... ข้าก็มีเหตุผลของข้านี่นา...” เย่ฉงหน้าเจื่อน รู้สึกลึก ๆ ว่าตัวเองไม่ผิด
“หอนางโลมเป็นสถานที่เช่นไร? เป็นที่ที่องค์หญิงอย่างเจ้าควรไปหรือ? แพร่งพรายออกไป ราชวงศ์จะเหลือหน้าไว้ที่ไหน!”
“ขุนนางในราชสำนักไปกันตั้งมาก เหตุใดข้าจะไปไม่ได้ ท่านพ่อยังเป็นอ๋องเลย ยังไปบ่อย ๆ อีก ซ้ำข้าก็ไม่ได้ไม่จ่ายตังค์”
ไทเฮาเห็นนางไม่ยอมรับผิดแถมยังทำหน้าน้อยใจ กระทั่งทรวงอกกระเพื่อมรุนแรง
นางชี้ไปที่ประตู สั่งกงกงฝูด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ฝูไห่! ไป! ไปลากไอ้ลูกทรพีตวนอ๋องมาให้อัยกา! อัยกาจัดการมันไม่ไหวแล้ว ให้มันมาดูเอง ว่ามันเลี้ยงลูกสาวดี ๆ มาอย่างไร!”
กงกงฝูรีบโค้งกายรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้!”
หลังจากกงกงฝูจากไป สายพระเนตรของไทเฮาก็ย้อนมาจับที่เย่ฉงอีกครั้ง แววพระเนตรเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและปวดร้าว
ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อน เด็กคนนี้ถูกหัวลาตีเข้าที่ศีรษะหมดสติไปสามวัน ฟื้นขึ้นมาแล้วหมอหลวงวินิจฉัยว่าสูญเสียความทรงจำ นับแต่นั้นอุปนิสัยก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง เมื่อก่อนเอาแต่วนเวียนอยู่รอบ ๆ ท่านกู้ซื่อจื่อ อย่างมากก็ถูกคนนอกด่าว่าโง่ ตอนนี้ดีละ กิริยาท่าทางเหมือนพ่อจอมเพี้ยนของนางไม่มีผิด
เพียงครึ่งเดือน ไอ้สารเลวนี่ก็ทำชื่อเสียงพังพินาศหมด
ไทเฮายิ่งคิดยิ่งกริ้ว ยิ่งคิดยิ่งกังวล ตรัสเรียกหน้าประตู “ใครก็ได้ ไปเชิญหมอจางมา! ตรวจสมององค์หญิงให้อัยกาอีกครั้ง! อัยกาจะดูนัก ว่าสมองของนางเป็นอะไรไป!”
ไม่นาน หมอจางก็หิ้วกล่องยามาอย่างเร่งรีบ
แม้จะไม่เต็มใจเพียงใด แต่ต่อหน้าพระนางไทเฮาผู้อาวุโส เย่ฉงก็ไม่กล้าบังอาจ ได้แต่ยื่นมือมาอย่างเสียไม่ได้
หมอจางรีบก้าวหน้าขึ้นจับชีพจร ปลายนิ้วขยับเล็กน้อย หลับตาจดจ่อครูหนึ่ง จากนั้นพลิกหนังตานางดูอีก ขั้นตอนทั้งหมดเชี่ยวชาญยิ่ง
“กราบทูลไทเฮา กระหม่อมตรวจเสร็จแล้ว องค์หญิงชีพจรสงบนิ่ง ร่างกายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
ไทเฮาขมวดพระขนง “เมื่อไม่มีอะไร เหตุใดนางจึงกลายเป็นสารเลวเยี่ยงนี้?”
“ไทเฮาทรงพระพิโรธ” หมอจางรีบอธิบาย “องค์หญิงศีรษะกระทบกระเทือนหนัก ความจำเสื่อมเป็นเรื่องปกติ ความจำฟื้นคืนย่อมต้องใช้เวลา อย่าเพิ่งร้อนพระทัย”
“อัยกาไม่ได้ถามเรื่องนั้น” ไทเฮาตรัสตัดบท “อัยกาถามว่า เมื่อก่อนไอ้สารเลวนี่ยังแค่โง่ เหตุใดพอเสียความจำแล้ว กลับทำตัวเหลวแหลกเช่นนี้?”
หมอจางพูดไม่ออก เขาอยากจะบอกว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นนี่นา แต่จะพูดได้หรือ?
นิ่งคิดครู่หนึ่ง จึงกล่าวอย่างอ้อมค้อม “กราบทูลไทเฮา องค์หญิงตอนนี้ความจำว่างเปล่า ประหนึ่งแผ่นกระดาษขาว”
“หลังจากฟื้นขึ้น ผู้ที่นางพบเจอมากที่สุดก็คือคนในจวนตวนอ๋อง ตอนนี้จวนตวนอ๋องมีนายแค่สองคนคือตวนอ๋องกับองค์หญิง สิ่งที่องค์หญิงเห็นและได้ยิน ล้วนเป็นคำพูดและการกระทำของตวนอ๋อง”
“ที่ว่าคลุกคลีใกล้ชิดย่อมซึมซับ เห็นดีก็เอาอย่าง ความเปลี่ยนแปลงขององค์หญิงครั้งนี้ เกรงว่าจะได้รับผลกระทบมาจากตวนอ๋อง”
สิ้นคำนี้ ทั้งพระตำหนักเงียบกริบในพริบตา
ไทเฮาชะงัก จากนั้นพระพักตร์ก็ยิ่งมืดมน
พระองค์ทรงฟาดฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะ ทรงกัดพระทนต์ “ดี ดีเหลือเกิน เห็นดีก็เอาอย่าง! รอไอ้ลูกทรพีมาเถอะ ดูอัยกาจะจัดการมันอย่างไร”
สิ้นพระสุรเสียง กงกงฝูก็พาขันทีน้อยสองคน ประคองครึ่งลากครึ่ง นำตัวตวนอ๋องที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ากระเซิง ตัวโชยกลิ่นสุรามาเข้าเฝ้า
เห็นสภาพเมาปลิ้นไม่รู้เรื่องของตวนอ๋อง ประกอบกับคำพูดของหมอจางเมื่อครู่
ความกริ้วที่ไทเฮาทรงกดไว้พลันลุกโชนทันใด ไม่ทอดพระเนตรดูสองพ่อลูกที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ตรัสเรียกโดยตรง “ใครก็ได้!”
องครักษ์นอกพระตำหนักรีบก้าวเข้ามารับพระบัญชา ศีรษะก้มรอรับสั่ง
“โยนตวนอ๋องเข้าคุกตระกูล!”
“หากไม่มีราชโองการจากอัยกา ห้ามมันก้าวออกจากคุกตระกูลแม้แต่ก้าวเดียว!”
เหล่าองครักษ์ไม่กล้าชักช้า รีบกรูกันขึ้นประคองตวนอ๋องที่ยังครางอือ ๆ อยู่
สายพระเนตรไทเฮากลับไปยังเย่ฉงที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ไม่รู้ตัวเลยว่าผิดอะไร ทรงระอาพระทัย
“แล้วก็เจ้า!”
“นับแต่นี้เป็นต้นไป อัยกาจะส่งแม่นมเฉินไปที่จวนตวนอ๋อง สอนกฎมารยาทให้เจ้าเอง เมื่อใดที่นิสัยเสีย ๆ ของเจ้าถูกแก้จนหมด เมื่อนั้นถึงจะยกเลิกห้าม!”
สุดท้ายก็ไม่ลืมขู่สักคำ “ถ้าอัยกาได้ยินว่าเจ้าเลียนแบบพ่อสารเลวของเจ้า ทำเหลวแหลกข้างนอก ทำลายชื่อเสียงอีก อัยกาจะส่งเจ้าเข้าคุกตระกูลไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อเจ้าโดยตรง!”
ว่าแล้ว ไทเฮาก็สะบัดชายฉลองพระองค์ ตรัสกร้าว “พาออกไปให้หมด!”
เย่·งงเป็นไก่ตาแตก·ฉง ดีใจได้แม่นมมาสอน: ???
หา?
ยังมีฟ้าดินอีกไหมนี่!
ใครทำเหลวแหลก?
ใครทำลายชื่อเสียง?
ยังอยากจะดิ้นรนอีกสักตั้ง สองคำว่า “ท่านย่า” ยังไม่ทันหลุดจากปาก ก็ถูกนางกำนัลลากออกจากประตูตำหนักไปอย่างรวดเร็ว
ถูกนางกำนัลกับแม่นมกึ่งผลักมัดขึ้นรถม้า มีคนคุมส่งกลับจวนตวนอ๋องตลอดทาง ยังไม่ทันได้เศร้ากับอิสรภาพที่กำลังจะสูญเสีย เย่ฉงก็รับรู้ข่าวร้ายอีกครั้ง
[ยินดีกับโฮสต์ ท่านเหลืออายุขัย 15 วัน!]
[อีก 15 วัน โฮสต์จะจบชีวิตด้วยวิธีตกส้วมจมน้ำตายนะขอรับ!]
เสียงครื้นเครงของระบบยังแฝงความสะใจเล็ก ๆ
เย่ฉงถอนใจ “ไม่มีวิธีตายแบบสง่างามกว่านี้หน่อยหรือ?”
ระบบ:[ไม่มีขอรับ โฮสต์ นี่เป็นวิธีตายที่สง่างามที่สุดแล้ว]
เย่ฉงกลุ้มใจบ้างแล้ว คนอื่นข้ามภพมาแล้วเทพสง่า นางข้ามภพมากลายเป็นผีอายุสั้น
แถมยังผูกมัดกับระบบที่เพราะพลังงานไม่พอ ไม่เพียงลืมว่าตัวเองเป็นระบบอะไร กระทั่งภารกิจที่มอบยังแตกกระจายสุด ๆ ข้อมูลไม่ครบ มักจะเป็นคำหลักเดี่ยว ๆ เช่นสถานที่ไหนสักแห่ง ชื่อคน ของสักอย่าง...
อยากทำภารกิจให้มีชีวิตต่อ ก็ต้องเดาล้วน ๆ
แต่ โชคดีที่นางฉลาด ผ่านการลองผิดลองถูกอย่างบ้าคลั่งครึ่งเดือนนี้ กับอายุขัยที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยมาเรื่อย ๆ
นางอาจจะจะเหมือนจะน่าจะผูกติดกับระบบวายร้าย
[โฮสต์ ภารกิจรีเฟรชแล้ว]
เสียงไอ้ระบบบ้าดังขึ้นอีกครั้ง
เย่ฉงได้ยินแล้วมองไปที่จอแสง ด้านบนกำลังกระพริบสามตัวอักษรใหญ่ 'หลิวซือซือ'
“ฟังดูคุ้น ๆ เหมือนเป็นชื่อผู้หญิง”
หรือว่าจะให้ข้าจัดการนาง?
[โฮสต์ เหมือนว่านางคณิกาเอกนั่นจะชื่อหลิวซือซือนะขอรับ]
“ต้องไปหอชุนเฟิง!”
เย่ฉงเปิดประตูห้อง มองดูนางกำนัลกับยายแม่นมที่เฝ้าหน้าประตู
แม่นมเฉินถือไม้เรียว มองมาด้วยสายตาดุดันราวยักษ์ร้าย
“องค์หญิงคัดลอกตำราองค์หญิงเสร็จหรือยัง?”
เท้าที่ก้าวออกไปของเย่ฉงค่อย ๆ หดกลับมาอย่างเงียบ ๆ แถมปิดประตูให้เรียบร้อย
“เห็นไหม ไม่ใช่ข้าไม่อยากทำภารกิจ แม่นมไม่ให้ข้าออกไป”
[ให้โฮสต์จัดการนางไหม?]
“เจ้าเป็นบ้าหรือ? นี่คือแม่นมที่ติดตามไทเฮาผู้อาวุโสมาตั้งแต่เล็ก”
เย่ฉงสิ้นเสียง
วินาทีถัดมา ฝ่ามือหนักขึ้น
นางก้มมอง
สไนเปอร์กระบอกหนึ่งปรากฏในมือตน
[โฮสต์ อย่ากลัว เรามีสไนเปอร์]
เย่ฉงจ้องเขม็งไปที่สไนเปอร์ในมือของตน คำต่อคำ เน้นทีละคำ
“นี่—ใช่—อีกแล้ว—หรือเปล่า—ที่เจ้า—ไปค้น—ช่องว่าง—ของข้า—มั่ว?”
ระบบ:!!!
แย่แล้ว ถูกจับได้ จบแน่!
เย่ฉงมองสไนเปอร์ที่ถูกระบบขุดมาจากซอกหลืบไหนไม่รู้แล้วโยนกลับเข้าช่องว่างอีกครั้ง
หวังให้ไอ้บ้านี่ช่วยออกความคิด ยังสู้หวังให้ตัวเองไม่ดีกว่า
หนึ่งคนหนึ่งระบบ เริ่มจากหารือแผนการ ไปจนถึงถอนขนจิกตีกันในภายหลัง สุดท้าย แม้แต่ประตูจวนก็ยังก้าวไม่ออก หนึ่งคนหนึ่งระบบก็ซุกตัวเงียบ ๆ ในจวนตวนอ๋อง เรียนมารยาทกับแม่นมเฉินสองวัน
พอเห็นอายุขัยเหลือน้อยลงทุกวัน เย่ฉงก็อยู่เฉยไม่ไหวอีกต่อไป
ดังนั้น ในค่ำคืนหนึ่งที่จันทร์ดับลมพัดแรง เย่ฉงปีนกำแพงหนีไป