ภายในรถเงียบสงัด กลิ่นสนสดชื่นลอยอวลอยู่ในอากาศ
เจือกลิ่นเย็นจาง ๆ คล้ายไอจากป่าสนที่ปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งและหิมะในฤดูหนาว
นี่เป็นกลิ่นประจำตัวที่จี้จงถิงใช้เป็นประจำ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าหลังซักและอบแห้ง ก่อนนำไปอบด้วยเครื่องหอมราคาแพงทีละน้อย
ไม่ฉุนเข้มเหมือนน้ำหอม หากหอมจาง ๆ และติดทนนาน
เหวินหลี่เอนกายพิงเบาะหนังแท้อย่างเกียจคร้าน แอบเหลือบมองคนข้าง ๆ ด้วยหางตา
ใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มดูเย็นชา เส้นจากสันคิ้วถึงสันจมูกตรงคม ริมฝีปากบางเม้มสนิทจนอ่านสีหน้าไม่ออก
เธออดลอบครุ่นคิดไม่ได้
เมื่อครู่เธอจงใจใช้เขาให้เปิดประตูรถ ท่าทีเอาแต่ใจขนาดนี้คงได้เรื่องแล้วกระมัง?
ด้วยนิสัยของจี้จงถิง เขาคงเริ่มรำคาญเธอแล้ว
ชาติก่อน เธอวางตัวสง่างามและเหมาะสมต่อหน้าเขามาโดยตลอด รู้จักวางตัวอย่างพอดิบพอดี แม้แต่น้ำเสียงยามพูดยังควบคุมอย่างระมัดระวัง กลัวเหลือเกินว่าจะทำให้เขาไม่พอใจแม้เพียงนิด
แต่ตอนนี้เดี๋ยวก็ออดอ้อน เดี๋ยวก็อาละวาด เขาคงรู้สึกว่าเธอน่ารำคาญสุด ๆ แล้วสินะ?
ขณะที่กำลังคิดว่าจะเติมเชื้อไฟอีกหน่อยดีไหม ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายก็หันหน้ามาอย่างกะทันหัน
เหวินหลี่ชักสายตาที่แอบมองกลับไม่ทัน ถูกเขาจับได้คาหนังคาเขา
โชคดีที่เขาไม่พูดอะไร เพียงเอื้อมมือหยิบแฟ้มสีน้ำเงินเข้มจากข้างตัวแล้วยื่นมาตรงหน้าเธอ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า “ดูสิ”
เหวินหลี่ชะงักไป ก่อนรับมาอย่างไม่รู้ตัว
บนปกแฟ้มประทับโลโก้สีทองของกลุ่มจี้ พอเปิดหน้าแรกก็เห็นตัวอักษรหนาสีดำคำว่า “หนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุน” เด่นชัด
