ในวันเสาร์ที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ฉินซงกับหูเหิงนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานนอกสถานที่ที่เมืองบี เพื่อเจรจาโครงการหนึ่ง
หลายปีต่อมา เมื่อฉินซงหวนคิดถึงเรื่องนี้ หากวันนั้นเขาไม่ได้ขึ้นรถไฟขบวนนี้ ชีวิตก็คงไม่พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
น่าเสียดายที่คนเราไม่อาจล่วงรู้อนาคตได้ ปีนั้นฉินซงอายุ 28 ปี
เขาขึ้นรถไฟไปพร้อมเรี่ยวแรงและความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม โดยมีหูเหิงไปด้วย
ฉินซงเลือกที่นั่งชั้นธุรกิจ เพราะชอบบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงบ พอขึ้นรถไฟได้ไม่นานเขาก็หลับไป นี่เป็นนิสัยเสียที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะนั่งรถหรือนั่งเรือก็มักจะง่วงซึมจนหลับไป
ไม่รู้ว่าหลับผ่านไปกี่สถานี รถไฟความเร็วสูงก็แล่นจากทางเหนือมาถึงทางใต้แล้ว ฉินซงตื่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาลืมตาค้างอยู่สามวินาที ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกเสียงส้นสูงกระทบพื้นดัง กึก ๆ ปลุกให้ตื่น
หญิงสาวคนหนึ่งสวมรองเท้าส้นสูง เดินอ้อยอิ่งมาจากด้านหลังของเขาแล้วไปนั่งเยื้องอยู่ข้างหน้า พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมที่ลอยตามมา ไม่รู้ว่าเธอสวมสร้อยคออะไรอยู่ หรือใส่กำไลข้อมือเป็นพวงกันแน่ ตอนเดินผ่าน ฉินซงยังได้ยินเสียงกระทบกันเบา ๆ ดังกรุ๊งกริ๊ง
ฉินซงขยี้ตาที่ยังพร่ามัว ในหัวมีแต่ภาพเรียวขาคู่นั้นที่เพิ่งเดินผ่านไป
สาวใต้ผิวขาวจริง ๆ เขาพึมพำในใจ ทั้งขาวทั้งเนียน
ตื่นแล้วก็ไม่มีอะไรทำ จากมุมที่เขานั่งพอดีมองเห็นไหล่ข้างหนึ่งกับเส้นผมครึ่งหนึ่งของหญิงสาว
หลังนั่งลง สาวใต้ก็หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางออกมา แล้วควักขวดกระปุกต่าง ๆ ที่ฉินซงไม่รู้จักออกมา เริ่มแต้มเริ่มทาบนใบหน้า
เหอเชี่ยนไม่เคยใช้ของพวกนี้ ฉินซงจึงแทบไม่เคยเห็นผู้หญิงแต่งหน้า เขาอยากรู้ไม่น้อยว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร จึงแอบมองอย่างสนอกสนใจ
สาวใต้แต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้าก่อน จากนั้นใช้ฟองน้ำแตะ ๆ ซับ ๆ แล้วหยิบแปรงออกมาปัดวาดไปมา สุดท้ายก็ถือกระจกเล็กขึ้นส่องใบหน้าตัวเองไปมา
เมื่อกระจกขยับ ดวงตาใคร่รู้ของฉินซงก็สะท้อนอยู่ในนั้น
สาวใต้พลันหันขวับมามองฉินซง
หัวใจฉินซงหดวูบ รีบหลับตาแกล้งทำเป็นหลับ
หลับตาได้สองวินาที เขาก็ลืมตาขึ้นมาอย่างรู้สึกผิดพอดี สบเข้ากับสายตาของสาวใต้
ฉินซงสบตากับเธออย่างกระอักกระอ่วนอยู่สองวินาที รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหัวขโมย จู่ ๆ ก็ทำอะไรไม่ถูก กระสับกระส่ายไปทั้งตัว
แต่แล้วสาวใต้กลับหัวเราะพรืดออกมา มองฉินซงพลางหัวเราะไม่หยุด
ฉินซงยกมือเกาหัว แล้วหัวเราะตามไปด้วย
สาวใต้เบือนสายตากลับไป แล้วก้มมองใบหน้าตัวเองต่อ
ฉินซงรู้สึกเหมือนมีมือน้อย ๆ มาสะกิดหัวใจเบา ๆ ดวงตาเธอกลมโตจริง ๆ เส้นผมก็นุ่มสลวย พอยิ้มก็เผยเขี้ยวเล็ก ๆ สองซี่ น่ารักจนใจละลาย แต่เหมือนเธอจะปัดบลัชออนมากเกินไปหน่อย ดูคล้ายก้นลิง
ฉินซงหันไปมองหูเหิงแวบหนึ่ง อีกฝ่ายหลับสนิทราวกับหมู เงยหน้าหงาย ปากอ้ากว้าง เขาไม่เห็นเหตุการณ์สนุก ๆ เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
ฉินซงแอบมองไปทางสาวใต้อีกสองครั้ง หัวใจก็เริ่มเต้นตึกตัก
ผ่านไปสองสถานี สาวใต้เริ่มเก็บขวดกระปุกบนโต๊ะเล็ก เธอคงใกล้ถึงสถานีแล้ว
ฉินซงเริ่มนั่งไม่ติด ขยับขาเล็กน้อยแล้วเหลือบมองหูเหิงอีกครั้ง เจ้าตัวยังคงหลับอยู่ ศีรษะหงายไปอีกทาง ปากก็ยังอ้าอยู่กว้าง
ฉินซงกลอกตา
สาวใต้กำลังจะลงจากรถ เธอหยิบกระเป๋าขึ้นมายืน ฉินซงเห็นรอยแดงสองรอยบนต้นขาขาวผ่องของเธอ ซึ่งเกิดจากการนั่งทับเป็นเวลานาน
เมื่อเดินผ่านเขา ฉินซงก็เงยหน้าขึ้นทันที กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่สาวใต้กลับโน้มตัวลง ยัดของบางอย่างใส่มือเขา แล้วเดินบิดเอวไปทางทางออก
ฉินซงก้มมองฝ่ามือตัวเอง สิ่งนั้นคือกระดาษเช็ดปากที่พับไว้แผ่นหนึ่ง มือเขาสั่นจนกระดาษหล่นลงข้างเท้า รีบคว้าขึ้นมาแล้วคลี่ออกอย่างลนลาน ด้านในมีหมายเลขโทรศัพท์เขียนด้วยดินสอเขียนขอบตา ส่วนด้านหลังมีรูปหัวใจเบี้ยว ๆ วาดด้วยลิปสติก
ฉินซงตื่นเต้นจนเด้งพรวดขึ้นจากที่นั่ง แล้วยื่นมือไปตบหูเหิงอย่างแรงหนึ่งที หูเหิงกรนเสียงคล้ายหมูร้อง ก่อนจะฝืนลืมตาขึ้นแล้วถามเสียงดังว่า
“ถึงสถานีแล้วเหรอ?”
