เจียงมู่มู่เป็นคนแรกที่ลงจากรถ แล้วเดินเข้ามาหา
บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มพอดิบพอดี หางตายังแดงระเรื่อเล็กน้อย เป็นร่องรอยหลังผ่านความตึงเครียด ใบหน้าขาวผ่องงดงามยิ่งขับให้เธอดูน่าสงสารจับใจจนใครเห็นก็อดเอ็นดูไม่ได้
“คุณน้า” เธอเรียกอย่างว่าง่าย น้ำเสียงนุ่มหวานราวกับลูกอมนมที่กำลังละลาย
เย่ชุนเหมย์คว้ามือเธอไว้ พลางกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อแน่ใจว่า “ว่าที่ลูกสะใภ้” ปลอดภัยดีแล้ว จึงค่อยถอนหายใจยาว
“เด็กคนนี้ ต้องลำบากตามเสี่ยวอวี้มาเสียแล้ว...”
เย่ชุนเหมย์ยื่นมือไปจัดปอยผมข้างขมับของเจียงมู่มู่ที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิงด้วยความเอ็นดู
เจียงมู่มู่เอนตัวเข้าไปใกล้เย่ชุนเหมย์ตามจังหวะ ก้มหน้าแล้วประคองแขนคุณน้าด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่ง ราวกับช่วยพยุงผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ออดอ้อน
สู่อวี้เหลือบเห็นภาพนั้นจากหางตา มุมปากขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
เขารู้จักเจียงมู่มู่ดีเกินไป
ภาษากายที่เป็นธรรมชาติจนซึมลึกถึงกระดูกพวกนั้น เธอควบคุมได้อย่างแม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว
แต่เขาไม่ได้พูดอะไร
ในโลกวุ่นวายเช่นนี้ อะไรก็ตามที่ทำให้แม่สบายใจ ล้วนเป็นเรื่องดี
เย่ชุนเหมย์หันกลับไปกวาดตามองผู้คนทั้งในรถและข้างรถทีละคน ริมฝีปากขยับเล็กน้อย
สายตาของหญิงสาวคนอื่น ๆ ยังจับจ้องอยู่บนตัวสู่อวี้
เธอมีท่าทีเหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับลงไป
ทว่าความอบอุ่นของการได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอยู่ได้ไม่นาน
ทหารติดอาวุธจำนวนมากเริ่มเคลื่อนเข้าสู่เขตพักพิงอย่างกะทันหัน
