หนานจื้ออี้ตกใจจนเบิกตาโต มองออกไปนอกหน้าต่าง สมองก็เบลอไปชั่วขณะ
เกิดอะไรขึ้น???
ตี้ซื่อจิ่งมางั้นหรือ?
อยู่ดี ๆ ทำไมจู่ ๆ ถึงจะตีกัน?
นึกย้อนไปก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนเจอหน้ากันทีไร บรรยากาศก็ตึงเครียดราวกับจะเชือดเฉือนกันทุกที
กะแล้ว คงมีโอกาสตีกันจริง ๆ …
หนานจื้ออี้กลืนน้ำลาย รีบลงจากเตียง แล้วสาวเท้าไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว
เมื่อเธอออกไป เห็นคนสองกลุ่มเผชิญหน้ากันอยู่ข้างนอก ก็สูดลมหายใจเฮือก เกือบคิดว่าตัวเองหลุดเข้าไปในวงล้อมของแก๊งอันธพาล!
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน??
ตั้งสติอยู่หลายวินาที หนานจื้ออี้ถึงได้สติ หันไปมองบุคคลสำคัญทั้งสองตรงหน้า
เห็นตี้ซื่อจิ่งอาบไปด้วยไอสังหาร สีหน้าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ทั้งร่างแผ่รัศมีความรู้สึกเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ราวกับเทพแห่งความตายที่มาจากนรก สมกับคำว่าน่าสะพรึง!
ส่วนอีกด้าน ฟู่ซือเฉินนั่งอยู่ในศาลาริมน้ำ ข้างมือมีถ้วยน้ำชาที่ไอร้อนลอยกรุ่นดูสบายอารมณ์นัก…
อย่างไรก็ตาม กองกำลังของเขาไม่ได้เล็กไปกว่าของตี้ซื่อจิ่งเลย
หนานจื้ออี้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ คิดแล้วจึงพูดตรง ๆ ถามว่า “พวกคุณ…จะทำอะไรกัน? จะเปิดศึกกันรึไง?”
คำพูดนี้หลุดออกไป บรรยากาศก็ราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ต่อมา ทุกคนก็เงยหน้าขึ้น มองมาที่เธอพร้อมกัน
แน่นอนว่าย่อมรวมถึงฟู่ซือเฉินและตี้ซื่อจิ่ง…
ตี้ซื่อจิ่งจับจ้องเงาร่างบางนั้นไม่วางตา กลิ่นอายดุดันมืดหม่นบนตัวเสมือนน้ำแข็งที่เจอแสงตะวัน ในวินาทีนี้เริ่มละลายหายไป