มู่ชิงเวยสวมสูททำงานสั่งตัด รูปร่างผอมบาง ผมยาวหยักศกสีน้ำตาลเย็นสยาย ฝีเท้าในรองเท้าส้นเข็มสง่างาม เอียงศีรษะเล็กน้อยพูดคุยสั่งงานกับผู้ช่วยสาวที่เดินตามหลังมา ท่วงท่าเปี่ยมด้วยบุคลิกสาวเก่งในโลกธุรกิจ
ทุกวันนี้ มู่ชิงเวยมีคุณสมบัติพอที่จะทำให้ผู้ชายหลงใหลได้จริง ๆ
มู่ชิงเวยอธิบายเสร็จก็หันกลับมา สายตาปะทะกับฉู่ชิงเหอที่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่โดยไม่ทันตั้งตัว
ฝีเท้าชะงักกึก มู่ชิงเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย
เธอไม่คิดว่าฉู่ชิงเหอจะมาตรงถึงบริษัท หรือพูดอีกอย่างคือ เธอไม่คิดว่าฉู่ชิงเหอจะลงมือเร็วขนาดนี้
แต่มู่ชิงเวยก็สงบสติได้อย่างรวดเร็ว
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉู่ชิงเหอซมเซาจากความเจ็บปวดที่สูญเสียลูก ไม่สนใจบริษัท ‘บริษัทจิวเวลรี YAH’ ไม่มีที่ทางให้ฉู่ชิงเหออีกต่อไปแล้ว!
เมื่อคิดได้ดังนั้น มู่ชิงเวยก็ก้าวเดินไปทางประตูใหญ่
รปภ.สองคนเห็นมู่ชิงเวย ก็เปลี่ยนเป็นสีหน้ายกยอประจบสอพลอทันที โค้งคำนับให้พร้อมกล่าวว่า “ประธานมู่!”
มู่ชิงเวยมองรปภ.ทั้งสอง “เกิดอะไรขึ้น”
รปภ.คนหนึ่งยิ้มแหยอธิบาย “ประธานมู่ครับ คืออย่างนี้ ผู้หญิงคนนี้ต้องการเข้ามาในบริษัท เรากำลังตรวจสอบตัวตนของเธออยู่ครับ!”
มู่ชิงเวยได้ฟัง ไม่ได้พูดอะไร หันไปมองผู้ช่วยหลินอันเสี่ยวที่อยู่ด้านข้าง
หลินอันเสี่ยวเป็นคนสนิทของมู่ชิงเวย แค่เพียงแววตา มู่ชิงเวยก็เข้าใจ
“พี่ใหญ่คนนี้ดูก็ไม่เหมือนคนในวงการนี่นะ?” หลินอันเสี่ยวก้าวขึ้นหน้า มองสำรวจฉู่ชิงเหอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูถูก ไม่ปิดบังความรังเกียจ “พี่ใหญ่ ที่นี่เป็นบริษัทจิวเวลรีระดับแนวหน้าของประเทศนะ คุณเดินมาผิดที่หรือเปล่า?”
ฉู่ชิงเหอมองหลินอันเสี่ยวอย่างเย็นชา
มู่ชิงเวยคิดว่าแค่นี้จะกระทบกระเทือนเธอได้งั้นหรือ?
ฉู่ชิงเหอไม่สนใจหลินอันเสี่ยว มองตรงไปที่มู่ชิงเวย มุมปากยกขึ้น เยาะเย้ย “มู่ชิงเวย หมาที่กัดเจ้านายจะต้องชดใช้”
สีหน้าของมู่ชิงเวยแข็งค้าง
ทันใดนั้น หน้าตึกมีรถหรูสองคันแล่นเข้ามา
รถจอดนิ่ง คนที่ลงมาจากรถคือผู้ถือหุ้นอีกสามคนของบริษัท
เห็นผู้ถือหุ้นสามคน สีหน้าของมู่ชิงเวยเปลี่ยนไปฉับพลัน
ฉู่ชิงเหอมองสีหน้าของมู่ชิงเวยที่ค่อย ๆ ซีดลง น้ำเสียงสงบ “ฉันจะจัดการประชุมผู้ถือหุ้นวาระพิเศษ ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งและผู้ก่อตั้งบริษัท มู่ชิงเวย การประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อเธอ”
สิ้นเสียง มู่ชิงเวยกับหลินอันเสี่ยวและคนอื่น ๆ ยังไม่ทันตั้งตัว ฉู่ชิงเหอก็พาผู้ถือหุ้นสามคนตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวสำหรับประธานเสียแล้ว
รปภ.สองคนนั้นงงไปหมด
พวกพนักงานที่อยู่ข้างหลังมู่ชิงเวยตอนนี้ก็มึนงง พากันมองมู่ชิงเวยอย่างขอความช่วยเหลือ
มู่ชิงเวยยิ้มเย็น จากนั้นหันไปกระซิบกับหลินอันเสี่ยวที่อยู่ข้างกาย “รีบโทรหาผู้ช่วยเนี่ย บอกว่าฉู่ชิงเหอพาคนมาป่วนบริษัท”
หลินอันเสี่ยวพยักหน้าทันที “ได้ หนูจะโทรเดี๋ยวนี้!”
……
เดิมที ฉู่ชิงเหอในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งร่วมกับผู้ถือหุ้นอีกสามคน ย่อมมีสิทธิ์เตะมู่ชิงเวยออกจากบริษัทได้
แต่เธอก็ยังประเมินความลำเอียงของเวินเสี้ยนอวี้ที่มีต่อมู่ชิงเวยต่ำเกินไป
เวินเสี้ยนอวี้ย้ายหุ้น 10% ในมือให้กับมู่ชิงเวย!
เวลาในการโอนคือเมื่อห้าปีก่อน
มู่ชิงเวยไม่เพียงกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ในรอบห้าปียังถือดีมีเวินเสี้ยนอวี้หนุนหลัง ค่อย ๆ เบียดคนเก่งที่ฉู่ชิงเหอคัดเลือกและฝึกฝนด้วยตัวเองออกไปทีละคน!
บริษัทจิวเวลรีที่เธอสร้างมากับมือ ตอนนี้กลับกลายเป็นของรางวัลของมู่ชิงเวย
นิ้วมือของฉู่ชิงเหอที่กำหนังสือแสดงสิทธิในหุ้นอยู่ซีดขาว
ห้องประชุมเงียบสนิท บรรยากาศประหลาด
ผู้ถือหุ้นสามคนนั่งอยู่กับที่ มองหน้ากันไปมา งุนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า
มู่ชิงเวยยืนขึ้น มองฉู่ชิงเหอด้วยชัยชนะ
“พี่ชิงเหอ ฉันรู้ว่าพี่โกรธที่พี่อวี้โอนหุ้นให้ฉัน แต่ที่พี่อวี้ทำแบบนี้ก็เพราะตอนนั้นพวกที่พี่ทิ้งไว้ไม่มีใครยอมฟังฉันเลย พี่อวี้กลัวฉันจะลำบากก็เลยโอนหุ้นให้ ฉันรับหุ้นมาก็เพื่อจะได้บริหารบริษัทได้ดีขึ้น พี่อยู่บ้านสบาย ๆ ห้าปีมานี้ ไม่ต้องทำอะไรเลย มีพี่อวี้เลี้ยงดู ฉันเข้าใจว่าพี่คงไม่รู้ถึงความยากลำบากของผู้หญิงทำงาน แต่พี่ไม่มีสิทธิ์ไล่ฉันออก แล้วพี่อวี้ก็ไม่มีทางยอมให้พี่วุ่นวายเช่นนี้”
เต็มไปด้วยคำพูดเสียดสีและยั่วยุฉู่ชิงเหอ
ฉู่ชิงเหอมองมู่ชิงเวยอย่างเย็นชา
ครู่หนึ่ง เธอก็วางหนังสือหุ้น ลุกขึ้นยืน เดินไปตรงหน้ามู่ชิงเวย ภายใต้สายตาของทุกคน ยกมือขึ้นโดยไม่ลังเล ตบลงบนใบหน้าของมู่ชิงเวยหนึ่งฉาด!
เพี้ยะ!
เสียงตบดังสนั่นก้องไปทั่วห้องประชุม
ทุกคนในที่นั้นตะลึงงัน!
มู่ชิงเวยถูกตบโดยไม่ทันตั้งตัว มือกุมหน้า จ้องเขม็งใส่ฉู่ชิงเหอ ในจังหวะที่อารมณ์ใกล้ระเบิด เธอก็ได้สติกลับคืนมาฉับไว ขมวดคิ้ว น้ำตาร่วงพรูทันใด
“พี่ชิงเหอ ถ้าตบฉันแล้วพี่หายโกรธ ฉันก็ยอม แต่นี่คือที่ทำงานนะ พี่มาวุ่นวายต่อหน้าผู้ถือหุ้นแบบนี้ ถ้าพี่อวี้รู้เข้า ต้องโกรธอีกแน่…”
“มู่ชิงเวย” ฉู่ชิงเหอขัดจังหวะ น้ำเสียงเย็นเยียบ “การรู้ว่าเขามีคู่แล้วยังคบซ้อนก็ผิดศีลธรรม อย่าคิดว่ามีเวินเสี้ยนอวี้คุ้มครองอยู่ แล้วฉันจะจัดการแกไม่ได้!”
สีหน้ามู่ชิงเวยเครียด มองจ้องฉู่ชิงเหอไม่วางตา
ด้านข้าง เนี่ยเฉิงมีสีหน้าซับซ้อน ก้าวเข้ามาพูด “คุณหญิง ท่านใจเย็นก่อน เรื่องนี้คุณชายเวิน…”
“แกไปบอกเวินเสี้ยนอวี้ หุ้นที่ให้ไป จะเอาคืนมาได้ยังไงก็เอากลับมา” ฉู่ชิงเหอหันมามองเนี่ยเฉิง ท่าทีเด็ดเดี่ยวมาก “ถ้าเขายังจะปกป้องมู่ชิงเวยต่อ ฉันไม่คิดจะแตกหักให้ย่อยยับทั้งสองฝ่าย!”
เนี่ยเฉิงนิ่งค้าง อ้าปากยังจะพูดอะไรอีก ฉู่ชิงเหอไม่ให้โอกาสแล้ว หมุนตัวเดินออกจากห้องประชุมไปทันที
การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้จึงจบลงอย่างลวก ๆ
เนี่ยเฉิงออกจากบริษัท กดโทรหาเวินเสี้ยนอวี้
“คุณชายเวิน คุณหญิงเห็นหนังสือโอนหุ้นแล้วโมโหมาก… คุณหนูมู่? เธอถูกคุณหญิงตบไปหนึ่งฉาด… ผมอยากช่วยอธิบาย แต่คุณหญิงไม่ให้โอกาสผมเลย เดินหนีไปเลย…”
……
ฉู่ชิงเหอออกจากบริษัท กลับบ้านทันที
ถึงบ้าน เธอเข้าห้องโดยตรง กดเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคย “ฉันเอง เธอเตรียมตัวหน่อยนะ ฉันอยากให้เธอกลับประเทศมาช่วยฉัน…”
ค่ำลงแล้ว พี่ลี่ทำอาหารเย็นเสร็จ ขึ้นมาชั้นบนเรียกฉู่ชิงเหอให้ไปกินข้าว
ฉู่ชิงเหอลงบันได พอถึงห้องอาหารก็เห็นเวินเสี้ยนอวี้นั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว
ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำ แขนเสื้อพับขึ้น เผยให้เห็นแขนท่อนล่างขาวเนียนกำยำ มือหนึ่งถือชาม อีกมือถือช้อน ซดน้ำซุปปลาอย่างเนิบนาบ
แสงจากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะอาหารสาดรัศมีสีส้มนวลเป็นวง ส่องกระทบใบหน้าคมสันของชายหนุ่ม
ระยะเวลาห้าปีไม่ได้ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้บนตัวเขา เขายังคงหล่อเหลาคมคาย เพียงแค่หว่างคิ้วเพิ่มความลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย
ได้ยินเสียงฝีเท้า ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น สายตากวาดมา ดวงตาสีดำสนิทดั่งหมึก น้ำเสียงทุ้มต่ำ “พี่ลี่ตุ๋นซุปปลากระพงที่เธอชอบ รีบมาซดสักถ้วยตอนร้อน ๆ”
ฉู่ชิงเหอชะงักฝีเท้า
ท่าทีของชายหนุ่มทำให้เธอทั้งโมโหทั้งขำ
“เวินเสี้ยนอวี้ คุณคิดว่าตอนนี้เรายังนั่งกินข้าวด้วยกันอย่างสงบได้อยู่หรือ”
เวินเสี้ยนอวี้วางชามซุปที่ใส่ไว้ลงตรงที่ของฉู่ชิงเหอ ใช้ผ้าเช็ดมือเช็ดมือให้แห้ง
จากนั้น เขาเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองฉู่ชิงเหออีกครั้ง ท่าทางยังคงสุขุม “เสี่ยวเหอ กินข้าวก่อน สักครู่กินเสร็จ เราค่อยคุยกันดี ๆ”