หลัวปั๋วเดินวนเวียนอยู่หน้าจวนของคุณชาย รอคอยอยู่ตลอด พอเห็นผู้คนกลับมาถึงก็รีบเข้าไปถามว่า “คุณหนูน้อยว่าอย่างไรบ้าง?”
เหยียนสืออันเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องความไว้ใจ ส่วนเรื่องอื่นไม่ได้ปิดบัง
“กวนน้ำในเมืองหลวงให้ขุ่น แล้วค่อยฉวยโอกาสจับปลา” หลัวปั๋วตามคุณชายเข้ามาในห้อง “คุณหนูน้อยเหมือนจะระแวงอัครมหาเสนาบดีและไท่ซือ”
“คนที่กล้าลงมือกับจวนโหวหยงนั้นมีไม่มาก บรรดาขุนนางและโหวเหล่านี้พึ่งพาอาศัยจวนโหวหยงมาหลายปี ถึงจะมีความบาดหมางบ้างก็ไม่ถึงขั้นต้องถอนรากถอนโคนทั้งตระกูล ระแวงคนสองคนนั้นก็เป็นเรื่องปกติ”
หลัวปั๋วพยักหน้า “คุณชายพูดถูก แม้จวนโหวหยงจะไม่รุ่งเรืองดังเก่า แต่รากฐานยังมีอยู่ คนทั่วไปไม่อาจลงมือได้”
รับผ้าเช็ดมือจากเหยียนอีมาเช็ดมือ เหยียนสืออันเอ่ยว่า “ลูกท้อที่ส่งมาแต่เช้านี้รสชาติดีนัก คัดลูกที่ดีที่สุดส่งไปให้คุณหนูน้อย”
เหยียนอีรับคำ เห็นแม่ครัวส่งข้าวปลาอาหารเข้ามา ก็ช่วยกันจัดโต๊ะวางจาน
เหยียนสืออันเร่งว่า “ไปเดี๋ยวนี้”
เหยียนอีตะลึงไปครู่หนึ่ง รีบถอยออกไปจัดการ
ท่าทางแบบนี้เหมือนกำลังง้อคน หลัวปั๋วคิดใคร่ครวญอยู่หลายตลบ แล้วลองเอ่ยถามว่า “คุณหนูน้อยไม่พอใจหรือขอรับ?”
จะว่าแค่ไม่พอใจก็คงไม่ ก็นางโกรธจนทิ้งเขาไว้ตรงนั้นเลยต่างหาก เหยียนสืออันหยิบตะเกียบขึ้นเขี่ยเม็ดข้าว ความไว้ใจ... สิ่งที่เขาเรียนรู้มาตลอดคือวิธีป้องกันคน แต่ลึก ๆ แล้ว เขากลับรู้สึกดีอยู่บ้าง ที่ในบ้านมีคนหนึ่งที่กล้าโมโหใส่เขา กล้าไม่เกรงใจเขา ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกว่านางมีชีวิตจิตใจ และตัวเขาเองก็มีชีวิตจิตใจเช่นกัน
